วัฒนธรรมการกินอาหารพื้นบ้านเป็นเสน่ห์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมนูรสแซ่บที่ปรุงจากปลาน้ำจืดแบบสุกๆ ดิบๆ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความอร่อยที่คุ้นเคยนี้ กลับมี “มฤตยูเงียบ” ที่ซ่อนตัวอยู่และคร่าชีวิตคนไทยไปนับหมื่นคนต่อปี นั่นคือ พยาธิใบไม้ในตับ (Liver Fluke)
ประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ที่มีความชุกของการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับและมีผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายคนอาจคิดว่าโรคนี้เป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ แต่เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตัวให้กับวงการสาธารณสุขอีกครั้ง เมื่อมีการตรวจพบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับแบบกลุ่มก้อนใน กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคามกว่า 4000 คน ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ยังคงถูกส่งต่อมายังคนรุ่นใหม่ และภัยร้ายนี้อยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด
พยาธิใบไม้ในตับคืออะไร?
พยาธิใบไม้ในตับที่พบมากในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในแถบลุ่มแม่น้ำโขง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Opisthorchis viverrini เป็นปรสิตชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ ลำตัวใส มีขนาดความยาวประมาณ 5-10 มิลลิเมตร พยาธิตัวเต็มวัยจะอาศัยและวางไข่อยู่ในท่อน้ำดีภายในตับของมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
วงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ในตับ
การที่พยาธิชนิดนี้จะเติบโตจนเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ ต้องอาศัยพาหะตัวกลางถึง 2 ชนิด
- หอยน้ำจืด เป็นพาหะตัวแรก เมื่อผู้ติดเชื้อขับถ่ายไข่พยาธิปนออกมากับอุจจาระลงสู่แหล่งน้ำ ไข่จะถูก หอยไซ (Bithynia snails) กินเข้าไป ไข่พยาธิจะฟักตัวและเจริญเติบโตในตัวหอย ก่อนจะว่ายออกมาในแหล่งน้ำ
- ปลาน้ำจืด เป็นพาหะตัวที่สอง ตัวอ่อนพยาธิจะไชเข้าสู่กล้ามเนื้อของ ปลาน้ำจืดเกล็ดขาววงศ์ปลาตะเพียน และเจริญเป็นระยะติดต่อที่เรียกว่า “เมตาเซอร์คาเรีย (Metacercaria)” ซึ่งจะซ่อนตัวอยู่ในเนื้อปลา
- คน เป็นรังโรค เมื่อคนจับปลาที่มีเชื้อระยะติดต่อมารับประทานโดยไม่ผ่านความร้อนที่เพียงพอ น้ำย่อยในกระเพาะและลำไส้จะละลายเกราะหุ้มตัวอ่อนออก พยาธิจะไชย้อนท่อน้ำดีขึ้นไปเจริญเป็นตัวเต็มวัยในตับ และสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 20-30 ปีหากไม่ได้รับการรักษา
สาเหตุที่ทำให้มีการแพร่ระบาดของโรคพยาธิใบไม้ตับ และยังมีการติดเชื้อสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 3 ปัจจัย ดังนี้
- ประชาชนยังมีพฤติกรรมการรับประทานปลาน้ำจืดที่ปรุงแบบดิบหรือสุกๆ ดิบๆ
- ประชาชนที่ออกไปทำไร่นา ยังมีพฤติกรรมถ่ายอุจจาระนอกส้วมหรือรถสูบส้วมนำสิ่งปฏิกูลทิ้งลงในสิ่งแวดล้อม ตามป่า ทุ่งนา ฯลฯ
- ในแหล่งน้ำต่าง ๆ มีหอยและปลาอยู่ร่วมกัน ทำให้วงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ตับครบสมบูรณ์แล้วเจริญเป็นระยะติดต่อสู่คน
เมนูยอดฮิตเสี่ยงพยาธิใบไม้ในตับ
การติดเชื้อเกิดขึ้นจาก “การรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวแบบสุกๆ ดิบๆ” เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลาสร้อยนกเขาหรือ
ปลาอีไทย ปลาสร้อย ปลาขาวหัวมน ปลาตะเพียนทอง ปลากระสูบจุด ปลาขาวนา ปลากระมัง ที่มีตัวอ่อนพยาธิระยะติดต่ออยู่ เมนูยอดฮิตที่เป็นต้นตอของการติดเชื้อในประเทศไทย ได้แก่
- ก้อยปลา/ ลาบปลาดิบ เมนูเนื้อปลาสดสับละเอียดผสมเครื่องปรุง
- ปลาส้ม/ ปลาจ่อม การหมักระยะสั้นด้วยเกลือหรือข้าวคั่ว ไม่สามารถฆ่าตัวอ่อนพยาธิได้
- ปลาร้าดิบ หากกระบวนการหมักใช้เกลือไม่ถึงสัดส่วนที่กำหนด หรือใช้เวลาหมักน้อยกว่า 6 เดือน ตัวอ่อนพยาธิอาจยังคงมีชีวิตอยู่
อาการแสดงเมื่อติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ
ในระยะแรก หรือการติดเชื้อในปริมาณน้อย ผู้ป่วยมัก “ไม่มีอาการแสดงใดๆ” (Asymptomatic) ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองมีพยาธิอาศัยอยู่ในตับ แต่เมื่อมีจำนวนพยาธิสะสมมากขึ้น หรือมีการติดเชื้อซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการดังนี้
- รู้สึกอืดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย
- ปวด จุก เสียด บริเวณชายโครงขวา (ตำแหน่งของตับ)
- รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
- หากมีการอุดตันของท่อน้ำดีรุนแรง จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ตับโต และอาจมีไข้ร่วมด้วยจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
อันตรายจากพยาธิตัวจิ๋ว สู่ “มะเร็งท่อน้ำดี”
องค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดให้พยาธิใบไม้ในตับชนิด Opisthorchis viverrini เป็น สารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 (Group 1 Carcinogen) ซึ่งหมายถึงมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์
พยาธิใบไม้ในตับทำให้เกิดมะเร็งได้อย่างไร?
- การบาดเจ็บทางกล การเคลื่อนที่และใช้ส่วนหัวดูดเกาะของพยาธิ ทำให้เกิดการฉีกขาดของเยื่อบุท่อน้ำดี
- การอักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมาโจมตีพยาธิ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free radicals) จำนวนมาก ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้จะไปทำลาย DNA ของเซลล์ท่อน้ำดี
- สารคัดหลั่งจากพยาธิ พยาธิจะหลั่งสารจำพวกโปรตีน (เช่น Granulin-like growth factor) ออกมากระตุ้นให้เซลล์ท่อน้ำดีของมนุษย์เกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและผิดปกติ
เมื่อกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นเวลาสิบๆ ปี เนื้อเยื่อท่อน้ำดีจะเกิดพังผืด และกลายพันธุ์เป็น มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma – CCA) ในที่สุด
อาการของมะเร็งท่อน้ำดี มักแสดงออกเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว ได้แก่ ปวดท้องใต้ชายโครงขวาอย่างรุนแรง ตัวเหลืองตาเหลือง น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด และมักเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังได้รับการวินิจฉัย
การป้องกัน
- ทำให้สุกด้วยความร้อน การกินอาหารที่ทำจากปลาน้ำจืดเกล็ดขาวต้องปรุงให้สุกด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที สามารถฆ่าตัวอ่อนพยาธิได้ โดยอาหารต้องสุกทั่วถึงทั้งชิ้น
- การแช่แข็ง (Freezing) หากจำเป็นต้องเก็บรักษาปลา งานวิจัยระบุว่าการแช่แข็งเนื้อปลาที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน สามารถทำลายระยะติดต่อของพยาธิได้ (ตู้เย็นตามบ้านเรือนทั่วไปมักทำความเย็นไม่ถึงระดับนี้)
- การจัดการสุขาภิบาล ไม่ขับถ่ายอุจจาระลงแหล่งน้ำ เพื่อตัดวงจรชีวิตของพยาธิไม่ให้แพร่พันธุ์ต่อไปยังหอยและปลา
- คัดกรองสุขภาพประจำปี หากเคยมีประวัติทานปลาน้ำจืดดิบ ควรตรวจปัสสาวะเพื่อคัดกรองเบื้องต้น หรือตรวจอุจจาระ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานเพื่อยืนยันผล
การเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน อาจเป็นเรื่องยากสำหรับความคุ้นชินทางวัฒนธรรม แต่การหันมาบริโภคอาหารที่ปรุงสุกสะอาด คือวัคซีนที่ดีที่สุดในการปกป้องตับของคุณจากมฤตยูเงียบตัวนี้
คำถามที่พบบ่อย
Q: บีบมะนาวหรือใส่พริกเยอะๆ ในก้อยปลา ช่วยฆ่าตัวอ่อนพยาธิใบไม้ในตับได้จริงหรือ?
A: ไม่จริง ความเปรี้ยวจากกรดมะนาว ความเค็ม หรือความเผ็ดจากเครื่องปรุง ไม่สามารถฆ่าตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ในตับที่ฝังอยู่ในเนื้อปลาได้ มีเพียงความร้อนสูงจากการปรุงสุกเท่านั้นที่สามารถทำลายตัวอ่อนพยาธิได้อย่างสิ้นเชิง
Q: โรคพยาธิใบไม้ในตับสามารถติดต่อจากคนสู่คนโดยตรงได้หรือไม่?
A: ไม่ได้ โรคนี้ไม่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัส การใช้สิ่งของร่วมกัน หรือการรับประทานอาหารร่วมกันได้ การติดเชื้อจะเกิดขึ้นได้จากการรับประทานปลาที่มีตัวอ่อนพยาธิระยะติดต่อเข้าไปเท่านั้น
Q: ดื่มแอลกอฮอล์พร้อมกับการกินก้อยปลาดิบ ช่วยฆ่าพยาธิในกระเพาะได้ไหม?
A: ไม่ได้ แอลกอฮอล์ไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ ในทางกลับกัน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ จะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระการทำงานของตับ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดตับอักเสบ ตับแข็ง รวมถึงมะเร็งท่อน้ำดีให้สูงและรวดเร็วขึ้นไปอีก
เอกสารอ้างอิง
- Sripa B, Kaewkes S, Sithithaworn P, Mairiang E, Laha T, Smout M, et al. Liver fluke induces cholangiocarcinoma. PLoS Med. 2007;4(7):e201.
- IARC Working Group on the Evaluation of Carcinogenic Risks to Humans. Biological agents. Volume 100 B. A review of human carcinogens. IARC Monogr Eval Carcinog Risks Hum. 2012;100(Pt B):1-441.
- Sithithaworn P, Andrews RH, Nguyen VD, Wongratanacheewin S. The current status of opisthorchiasis and clonorchiasis in the Mekong Basin. Parasitol Int. 2012;61(1):10-16.
- Pinlaor S, Ma N, Hiraku Y, Yongvanit P, Semba R, Oikawa S, et al. Repeated infection with Opisthorchis viverrini induces accumulation of 8-nitroguanine and 8-oxo-7,8-dihydro-2′-deoxyguanosine in the bile duct of hamsters via inducible nitric oxide synthase. Carcinogenesis. 2004;25(8):1535-1542.
- Sripa B, Tangkawattana S, Laha T, Kaewkes S, Mallory FF, Smith JF, et al. Toward integrated opisthorchiasis control in northeast Thailand: the Lawa project. Acta Trop. 2015;141(Pt B):361-367.
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คนรุ่นใหม่ ร่วมใจ ขจัดภัย โรคใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค; 2564 [เข้าถึงเมื่อ 12 ก.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1149120210529085028.pdf
- กรมประชาสัมพันธ์. กรมควบคุมโรค เตือนกินปลาน้ำจืดดิบเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับ สาเหตุหลักโรคมะเร็งท่อน้ำดี [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: กรมประชาสัมพันธ์; 2569 [เข้าถึงเมื่อ 12 ก.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/519956
