Skip to content

วิตามินดีไม่ได้มีดีแค่กระดูก: อีกหนึ่งบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเส้นผม

เมื่อพูดถึง “วิตามินดี” หลายคนมักนึกถึงบทบาทสำคัญในการช่วยดูดซึมแคลเซียมและเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าวิตามินดียังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานของเซลล์หลายชนิดในร่างกาย รวมถึงเซลล์บริเวณรูขุมขน (hair follicle) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม

ภาวะขาดวิตามินดีจึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพกระดูกเท่านั้น แต่อาจมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาเส้นผมบาง ผมร่วง หรือความผิดปกติของวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผมได้

วิตามินดีกับวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม

เส้นผมของมนุษย์มีวงจรการเจริญเติบโตหลัก 3 ระยะ ได้แก่

1. ระยะเจริญเติบโต (Anagen phase)

    เป็นระยะที่เซลล์รากผมมีการแบ่งตัวและสร้างเส้นผมใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นช่วงที่เส้นผมมีการยาวขึ้น

2. ระยะเปลี่ยนผ่าน (Catagen phase)

    เป็นช่วงที่รูขุมขนหยุดการเจริญเติบโตและเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง

3. ระยะพัก (Telogen phase)

    เป็นระยะที่เส้นผมเก่าหลุดร่วงเพื่อเปิดทางให้เส้นผมใหม่ขึ้นมาแทนที่

วิตามินดีมีบทบาทผ่านตัวรับวิตามินดี (Vitamin D receptor; VDR) ซึ่งพบในเซลล์บริเวณรูขุมขน โดยเฉพาะเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและควบคุมวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม การทำงานของ VDR มีส่วนช่วยส่งเสริมให้รูขุมขนสามารถเข้าสู่ระยะเจริญเติบโตได้ตามปกติ หากร่างกายมีระดับวิตามินดีต่ำ อาจส่งผลให้วงจรเส้นผมผิดปกติ ทำให้เส้นผมเข้าสู่ระยะพักเร็วขึ้น และเกิดการหลุดร่วงมากกว่าปกติ

วิตามินดีกับปัญหาผมร่วงที่พบได้บ่อย

1. ผมร่วงชนิด Telogen effluvium

เป็นภาวะที่เส้นผมจำนวนมากเข้าสู่ระยะพักพร้อมกัน ทำให้เกิดผมร่วงมากกว่าปกติ มักพบหลังมีความเครียด การเจ็บป่วย การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือภาวะขาดสารอาหาร

มีรายงานการศึกษาพบว่าผู้ที่มีภาวะผมร่วงชนิดนี้อาจมีระดับวิตามินดีต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่มีปัญหาผมร่วง อย่างไรก็ตาม วิตามินดีเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่สาเหตุเดียวของโรค

2. ผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia areata)

เป็นโรคผมร่วงที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าโจมตีบริเวณรูขุมขน ทำให้เกิดผมร่วงเป็นวง

งานวิจัยหลายฉบับพบความสัมพันธ์ระหว่างระดับวิตามินดีที่ต่ำกับผู้ป่วยผมร่วงเป็นหย่อม แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าการเสริมวิตามินดีสามารถช่วยรักษาโรคนี้ได้โดยตรงหรือไม่

หากขาดวิตามินดี ควรทำอย่างไร?

การตรวจระดับวิตามินดีในเลือดสามารถช่วยประเมินภาวะขาดวิตามินดีได้ โดยทั่วไปค่าที่นิยมตรวจคือระดับ 25-hydroxyvitamin D [25(OH)D]

การเพิ่มระดับวิตามินดีสามารถทำได้โดย

  • รับแสงแดดอย่างเหมาะสม

    ผิวหนังสามารถสร้างวิตามินดีเมื่อได้รับรังสี UVB จากแสงแดด แต่ควรหลีกเลี่ยงการตากแดดจัดเป็นเวลานานเพื่อลดความเสี่ยงต่อการทำลายผิว

  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินดี เช่น

    – ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน

    – ไข่แดง

    – นมและผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินดี

  • ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินดีเมื่อจำเป็น

    ควรเลือกใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากการได้รับวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ส่งผลต่อไตและสุขภาพโดยรวมได้

วิตามินดีไม่ใช่คำตอบเดียวของปัญหาผมร่วง

แม้ว่าวิตามินดีจะมีบทบาทต่อการทำงานของรูขุมขน แต่ปัญหาผมร่วงสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

* พันธุกรรม

* ฮอร์โมนผิดปกติ

* ความเครียด

* โรคของต่อมไทรอยด์

* ภาวะขาดธาตุเหล็กหรือสารอาหารอื่น

* โรคหนังศีรษะ

* การใช้สารเคมีกับเส้นผมมากเกินไป

ดังนั้น ผู้ที่มีอาการผมร่วงมากผิดปกติ ผมบางลงอย่างรวดเร็ว หรือมีผมร่วงเป็นหย่อม ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรซื้อวิตามินมารับประทานเองโดยหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้เสมอไป

สรุป

วิตามินดีไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยดูแลกระดูกและระดับแคลเซียมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของรูขุมขนและวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม การมีระดับวิตามินดีที่เหมาะสมอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพเส้นผม อย่างไรก็ตาม ปัญหาผมร่วงมีหลายสาเหตุ การดูแลเส้นผมที่ดีจึงควรเริ่มจากการรับประทานอาหารที่ครบถ้วน ดูแลสุขภาพโดยรวม และตรวจหาสาเหตุเมื่อมีความผิดปกติ

เอกสารอ้างอิง

1. Bikle DD. Vitamin D metabolism, mechanism of action, and clinical applications. Chem Biol. 2014;21(3):319-329.

2. Reichrath J. Vitamin D and the skin: an ancient friend, revisited. Exp Dermatol. 2007;16(7):618-625.

3. Amor KT, Rashid RM, Mirmirani P. Does D matter? The role of vitamin D in hair disorders and hair follicle biology. Dermatol Online J. 2010;16(2):3.

4. Lin X, Meng X, Song Z. Vitamin D and hair follicle: a promising therapeutic target for hair disorders. Dermatol Ther. 2019;32(4):e12923.

5. Gerkowicz A, Chyl-Surdacka KM, Krasowska D, Chodorowska G. The role of vitamin D in non-scarring and scarring alopecia. Int J Dermatol. 2017;56(7):732-738.

6. Moneib HA, Fathy G, Ouda A, Hegazy RA. Possible association of serum vitamin D level with alopecia areata. J Cosmet Dermatol. 2014;13(2):126-131.

7. Holick MF. Vitamin D deficiency. N Engl J Med. 2007;357(3):266-281.