ในปัจจุบันเหตุการณ์อุบัติเหตุขนาดใหญ่ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน รถโดยสารพลิกคว่ำ เพลิงไหม้ หรือภัยพิบัติต่าง ๆ มักส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ภาพที่ประชาชนเห็นจากข่าวหรือสื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้เกิดความสงสัยว่า เหตุใดผู้บาดเจ็บบางรายจึงยังไม่ได้รับการรักษาทันที หรือเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงเลือกเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บบางคนก่อน ทั้งที่ดูเหมือนทุกคนต่างก็ต้องการความช่วยเหลือ ความเข้าใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้ เพราะหลายคนยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการที่เรียกว่า Triage (การคัดแยกผู้ป่วย) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการแพทย์ฉุกเฉิน
Triage คือการประเมินผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนในการรักษา โดยพิจารณาจากความรุนแรงของอาการและโอกาสรอดชีวิต ไม่ใช่ลำดับการมาถึงหรือความรุนแรงของภาพที่เห็นภายนอก ผู้ที่ดูบาดเจ็บไม่มากอาจมีภาวะคุกคามชีวิตซ่อนอยู่ ขณะที่บางรายแม้มีเลือดออกหรือบาดแผลชัดเจน แต่อาการโดยรวมยังคงที่และสามารถรอได้ในระยะเวลาหนึ่งในเหตุการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ทรัพยากรทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และเวลามีจำกัด เจ้าหน้าที่จึงต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพื่อให้สามารถช่วยชีวิตผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้มากที่สุด การที่ผู้บาดเจ็บบางรายต้องรอการรักษา จึงไม่ได้หมายความว่าถูกละเลยหรือไม่ได้รับความสำคัญ แต่เป็นผลจากการประเมินตามหลักการทางการแพทย์ที่มุ่งให้การช่วยเหลือเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บาดเจ็บทุกคน นอกจากนี้ผู้ป่วยที่รอรับการรักษาจะไม่ได้ถูกปล่อยไว้โดยไม่มีการดูแล เจ้าหน้าที่จะมีการติดตามและประเมินอาการซ้ำอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าอาการเปลี่ยนแปลงหรือทรุดลง ระดับความเร่งด่วนก็จะถูกปรับใหม่ และผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามความเหมาะสมทันที
การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Triage จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่กู้ชีพมากขึ้น ลดความเข้าใจผิดหรือการวิพากษ์วิจารณ์จากภาพเพียงบางช่วงของเหตุการณ์ และช่วยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น ทุกการตัดสินใจในระบบ Triage ไม่ได้เป็นการเลือกว่าจะช่วยใครหรือไม่ช่วยใคร แต่เป็นการจัดลำดับการรักษาตามหลักวิชาการ เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดอันตรายถึงชีวิตได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และเพื่อให้สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ในขณะนั้น
การคัดแยกผู้บาดเจ็บ ณ จุดเกิดเหตุ (Field Triage)
Field Triage คือการคัดแยกผู้เจ็บป่วย ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนในการช่วยเหลือที่เหมาะสมในกรณีมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมากเพื่อจัดกลุ่มว่ากลุ่มใดควรได้รับการดูแลรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน กลุ่มใดสามารถรอคอยได้ และกลุ่มใดที่มีอาการรุนแรงมากมีโอกาสรอดชีวิตน้อยแม้ว่าได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
สำหรับการคัดแยกและการดูแลผู้บาดเจ็บ ณ จุดเกิดเหตุอาจทำได้ลำบากเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ลำบาก ไม่ปลอดภัย การขาดแคลนบุคลากรและสิ่งอุปกรณ์ และความยากลำบากในการส่งกลับ การคัดแยกและการดูแลผู้บาดเจ็บนั้นจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกทั้งของผู้บาดเจ็บและของตนเอง
ในการคัดแยกและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอาจจะให้ชุดเปลและเจ้าหน้าที่พยาบาลนำผู้บาดเจ็บจากที่เกิดเหตุออกมารวบรวมที่ตำแหน่งคัดแยกเพื่อทำการคัดแยก หรือเจ้าหน้าที่คัดแยกอาจเข้าไปทำการตรวจผู้บาดเจ็บแต่ละรายในที่เกิดเหตุอย่างคร่าวๆ และติดป้ายคัดแยกแล้วจึงให้เจ้าหน้าที่เปลนำผู้บาดเจ็บไปยังที่ปฐมพยาบาลตามประเภทผู้บาดเจ็บ ป้ายคัดแยกตามมาตรฐานจะเป็นป้ายผูกข้อมือซึ่งกำหนดสีไว้ดังนี้คือ สีแดง สีเหลือง สีเขียว และสีดำ
การคัดแยกตามหลักของ Start triage เน้นช่วยคนที่มีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุด บนพื้นฐานของ ทรัพยากรที่มีอยู่ขณะนั้น
แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
Immediate สีแดง หมายถึง ผู้บาดเจ็บอาการรุนแรง ต้องให้การช่วยเหลือทันที
Delayed สีเหลือง หมายถึง ผู้บาดเจ็บที่มีอาการปานกลาง รอได้ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง
Minor สีเขียว หมายถึง ผู้บาดเจ็บอาการไม่รุนแรงเดินได้และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้
Deceased สีดำ หมายถึง ผู้บาดเจ็บเสียชีวิต หรือไม่มีทางรอด
การจัดระดับผู้ป่วยแบบ Triage ในระบบบริการสุขภาพ
สำหรับการจัดระดับผู้ป่วยแบบ Triage เป็นกระบวนการสำคัญในระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแยกผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงของอาการ ความเร่งด่วนในการรักษา และการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีภาวะคุกคามต่อชีวิตได้รับการรักษาก่อน ลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของสถานพยาบาล
ระดับที่ 1 ผู้ป่วยวิกฤต (Resuscitation)
ผู้ป่วยระดับที่ 1 เป็นผู้ที่มีภาวะคุกคามต่อชีวิตและจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือทันที หากไม่ได้รับการรักษาในทันทีอาจเสียชีวิตหรือเกิดความพิการอย่างถาวร ภาวะที่พบได้ เช่น หัวใจหยุดเต้น หยุดหายใจ ภาวะช็อกจากการเสียเลือดอย่างรุนแรง การอุดกั้นทางเดินหายใจ หมดสติจากสาเหตุต่าง ๆ หรือได้รับบาดเจ็บรุนแรงหลายระบบ เมื่อผู้ป่วยถูกจัดอยู่ในระดับนี้ ทีมแพทย์และพยาบาลจะเริ่มกระบวนการช่วยชีวิตทันที เช่น การเปิดทางเดินหายใจ การช่วยหายใจ การกดหน้าอก การให้ยา หรือการหยุดเลือด โดยไม่ต้องรอเข้าคิวรับการรักษา ผู้ป่วยจะถูกนำเข้าสู่พื้นที่ช่วยชีวิต (Resuscitation Area) และได้รับการดูแลจากทีมสหสาขาวิชาชีพอย่างใกล้ชิด
ระดับที่ 2 ผู้ป่วยฉุกเฉินมาก (Emergency)
ผู้ป่วยระดับที่ 2 ยังไม่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจ แต่มีความเสี่ยงสูงที่อาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเจ็บหน้าอกที่สงสัยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ผู้ป่วยหายใจลำบากอย่างมาก ผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรง หรือผู้ได้รับบาดเจ็บที่มีสัญญาณชีพผิดปกติ
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการประเมินและรักษาภายในเวลาอันสั้น เนื่องจากทุกนาทีมีผลต่อผลลัพธ์ของการรักษา เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือการเปิดหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การดูแลที่รวดเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตและลดความพิการได้อย่างมีนัยสำคัญ
ระดับที่ 3 ผู้ป่วยฉุกเฉิน (Urgent)
ผู้ป่วยระดับที่ 3 เป็นผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว แม้จะยังไม่มีภาวะคุกคามต่อชีวิตในทันที แต่หากปล่อยไว้นานอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ตัวอย่างผู้ป่วยในระดับนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยปวดท้องเฉียบพลัน กระดูกหักโดยไม่มีภาวะช็อก บาดแผลที่ต้องเย็บ มีไข้สูงร่วมกับอาการอ่อนเพลียมาก ผู้ป่วยหอบหืดที่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น หรือผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยในระดับนี้อาจต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การถ่ายภาพรังสี หรือการตรวจพิเศษเพิ่มเติมก่อนวินิจฉัยโรค จึงมักใช้เวลาในการดูแลมากกว่าผู้ป่วยระดับที่ 4 และ 5 อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจะยังได้รับการประเมินซ้ำเป็นระยะ หากพบว่าอาการเปลี่ยนแปลงหรือทรุดลงก็สามารถปรับระดับความเร่งด่วนได้ทันที
ระดับที่ 4 ผู้ป่วยกึ่งฉุกเฉิน (Less Urgent)
ผู้ป่วยระดับที่ 4 มีอาการไม่รุนแรง สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ และไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิตในระยะเวลาอันใกล้ ผู้ป่วยสามารถรอรับการรักษาได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อผลลัพธ์ของโรค ตัวอย่างผู้ป่วย ได้แก่ แผลถลอกหรือแผลฉีกขาดขนาดเล็ก ข้อเท้าแพลง อาการไข้หวัดทั่วไป ปวดศีรษะที่ไม่มีอาการทางระบบประสาทร่วม หรือผื่นแพ้ที่ไม่มีอาการหายใจลำบา แม้ว่าผู้ป่วยในระดับนี้จะสามารถรอได้ แต่เจ้าหน้าที่จะยังคงติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าอาการเปลี่ยนแปลง เช่น มีไข้สูงขึ้น ความดันโลหิตลดลง หรือเริ่มมีอาการหายใจลำบาก ก็จะได้รับการประเมินใหม่และอาจเปลี่ยนระดับ Triage ตามความเหมาะสม
ระดับที่ 5 ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน (Non-Urgent)
ผู้ป่วยระดับที่ 5 เป็นผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่มีภาวะเร่งด่วน และไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายเฉียบพลัน ผู้ป่วยสามารถรอรับการรักษาได้เป็นระยะเวลานานกว่าระดับอื่นโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ตัวอย่างผู้ป่วย ได้แก่ โรคหวัดทั่วไป อาการไอเรื้อรัง ผื่นคันเล็กน้อย การขอเปลี่ยนผ้าพันแผล การขอใบรับรองแพทย์ หรือการมาติดตามอาการที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ในบางสถานพยาบาล ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจได้รับคำแนะนำให้เข้ารับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิหรือคลินิกผู้ป่วยนอกแทน เพื่อให้แผนกฉุกเฉินสามารถรองรับผู้ป่วยที่มีภาวะเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความสำคัญของการประเมินซ้ำ (Re-Triage)
แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการจัดระดับในครั้งแรกแล้ว แต่การคัดแยกผู้ป่วยไม่ใช่กระบวนการที่ทำเพียงครั้งเดียว ผู้ป่วยทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างรอการรักษา จะได้รับการประเมินอาการซ้ำเป็นระยะ เนื่องจากอาการของผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากพบว่าสัญญาณชีพผิดปกติ อาการทรุดลง หรือมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่จะปรับระดับ Triage เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น
References
- กรมการแพทย์. (2561). MOPH ED Triage. สำนักวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.
- Gilboy, N., Tanabe, P., Travers, D., & Rosenau, A. M. (2012). Emergency Severity Index (ESI): A triage tool for emergency department care (Version 4, Implementation Handbook). Agency for Healthcare Research and Quality.
- Fernandes, C. M. B., Tanabe, P., Gilboy, N., Johnson, L. A., McNair, R. S., Rosenau, A. M., Sawchuk, P., Thompson, D. A., & Travers, D. A. (2005). Five-level triage: A report from the ACEP/ENA Five-level Triage Task Force. Journal of Emergency Nursing, 31(1), 39–50.
