Skip to content

ไวรัสตับอักเสบอี ภัยเงียบที่มากับ “การกิน”

จากกรณีของดาราสาว คุณต้าเหนิง ที่ล้มป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบอี จนส่งผลให้ค่าเอนไซม์ตับพุ่งสูงทะลุหลักพันและมีตับโต ทำให้หลายคนเริ่มตระหนักและเกิดความกังวลว่าโรคนี้คืออะไร มีความรุนแรงระดับไหน ไวรัสตับอักเสบอี หรือ Hepatitis E ถือเป็นภัยเงียบที่มักแฝงตัวมากับอาหารในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หากคุณกำลังสงสัยว่าตนเองมีพฤติกรรมเสี่ยง หรือต้องการหาวิธีปกป้องตนเองและครอบครัว บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณเข้าใจถึงสาเหตุ สังเกตอาการเบื้องต้น และทราบถึงวิธีการป้องกันโรคนี้อย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและช่วยรักษาสุขภาพตับให้แข็งแรงในระยะยาว

ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) คือโรคติดเชื้อที่ตับซึ่งเกิดจากไวรัส HEV ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะเนื้อหมูและเครื่องในหมูที่ปรุงไม่สุก ผู้ติดเชื้อมักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ดีซ่าน และปวดท้องใต้ชายโครงขวา โรคนี้มักหายได้เองแต่เป็นอันตรายถึงชีวิตในสตรีมีครรภ์ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรับประทานอาหารปรุงสุกและรักษาสุขอนามัย

ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) คืออะไร และทำงานอย่างไร

โรคไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอี (Hepatitis E Virus: HEV) ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางไปทำลายเซลล์ตับ ทำให้ตับเกิดการอักเสบเฉียบพลัน ไวรัสชนิดนี้เป็นคนละตระกูลกับไวรัสตับอักเสบเอ บี และซี อย่างสิ้นเชิง แม้ว่าในบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรง โรคนี้มักเป็นภาวะที่หายได้เอง (Self-limiting) ภายในเวลา 4-6 สัปดาห์ แต่ในระหว่างที่ไวรัสกำลังแบ่งตัว ตับจะทำงานหนักและเกิดความเสียหาย ส่งผลให้ระดับ เอนไซม์ตับ (AST/ALT) ในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ

สาเหตุหลักและการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบอี

เชื้อไวรัสตับอักเสบอีสามารถแพร่กระจายผ่านระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก (Fecal-oral route) โดยมีสาเหตุการติดเชื้อที่พบบ่อย ได้แก่

  • การบริโภคอาหารที่ปรุงไม่สุก: ในประเทศไทยและประเทศแถบเอเชีย สาเหตุอันดับต้นๆ คือการรับประทานเนื้อหมู เครื่องในหมู ตับหมู หรือเนื้อสัตว์ป่าที่ไม่ผ่านความร้อนเพียงพอ เช่น เมนูลาบดิบ หรือ เนื้อย่างปิ้งย่างที่สุกไม่ทั่วถึง
  • การดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ: การดื่มน้ำหรือใช้น้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบสุขาภิบาลไม่ดี ทำให้มีการปนเปื้อนของอุจจาระที่มีเชื้อไวรัสลงสู่แหล่งน้ำอุปโภคบริโภค
  • การสัมผัสสิ่งปนเปื้อน: การไม่ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หลังจากเข้าห้องน้ำ หรือก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบอีที่ต้องเฝ้าระวัง

หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-8 สัปดาห์ ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ แต่ในรายที่มีอาการอักเสบของตับชัดเจน มักพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

  • ระยะเริ่มต้น (คล้ายไข้หวัด): มีไข้ต่ำ อ่อนเพลียอย่างหนัก ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร
  • ระยะตับอักเสบ: ปวดจุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายน้ำปลา อุจจาระมีสีซีดลง และเกิดภาวะ ดีซ่าน (Jaundice) หรืออาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตับกำลังมีปัญหาในการขับน้ำดี

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง

แม้คนปกติจะสามารถฟื้นตัวได้เอง แต่มีกลุ่มคนบางประเภทที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะ ตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

  • สตรีตั้งครรภ์: โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ หากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอี จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 20-25% และเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดหรือแท้งบุตร
  • ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง: อาการอาจรุนแรงและพัฒนากลายเป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีแบบเรื้อรังได้
  • ข้อควรระวังในการใช้ยา: ผู้ที่กำลังป่วยเป็นตับอักเสบ ห้ามรับประทานยาที่มีพิษต่อตับ เช่น ยาพาราเซตามอลเกินขนาด หรือยาสมุนไพรที่ไม่ทราบแหล่งที่มาเด็ดขาด รวมถึงต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตับทำงานหนักจนตับวาย

ความแตกต่างของไวรัสตับอักเสบ A, B, C และ E

โรคตับอักเสบจากไวรัสมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะการติดต่อ ความรุนแรง และวิธีการป้องกันที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A): มักพบการปนเปื้อนในอาหารทะเลสด ผักสด หรือน้ำดื่ม ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหารเหมือนชนิดอี อาการมักเป็นแบบเฉียบพลันและหายขาดได้เอง ไม่กลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันอย่างแพร่หลาย
  • ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B): ติดต่อผ่านทางเลือด น้ำคัดหลั่ง การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน และจากแม่สู่ลูก เป็นชนิดที่อันตรายเนื่องจากสามารถพัฒนากลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นวัคซีนพื้นฐาน
  • ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C): ติดต่อผ่านทางเลือดเป็นหลัก เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการสักลายที่อุปกรณ์ไม่สะอาด ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มียารับประทานต้านไวรัส (DAAs) ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากปล่อยไว้เรื้อรังจะมีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งตับ
  • ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E): ติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะเนื้อหมูและเครื่องในที่ปรุงไม่สุก ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันที่ใช้แพร่หลายในไทย อาการมักหายได้เอง แต่มีความอันตรายถึงชีวิตหากเกิดการติดเชื้อในสตรีมีครรภ์

FAQ ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบอี

  • ไวรัสตับอักเสบอี ติดต่อทางน้ำลายได้หรือไม่? ไม่ได้ เชื้อไวรัสตับอักเสบอีไม่ได้ติดต่อผ่านทางน้ำลาย การจาม หรือการไอ การพูดคุยกับผู้ป่วยจึงไม่ทำให้ติดเชื้อนี้ โรคนี้ติดต่อผ่านการรับประทานเชื้อที่ปนเปื้อนในอุจจาระเข้าสู่ทางเดินอาหารเป็นหลัก (Fecal-oral route)
  • โรคไวรัสตับอักเสบอี มียารักษาหรือวัคซีนป้องกันหรือไม่? ปัจจุบันยังไม่มียารักษาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยทั่วไป และยังไม่มีวัคซีนป้องกันที่ได้รับการรับรองให้ใช้แพร่หลายในประเทศไทย การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ การพักผ่อน และการให้สารน้ำอย่างเพียงพอ
  • กินหมูกระทะหรือชาบูเสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบอีหรือไม่? มีความเสี่ยงสูง หากรับประทานเนื้อหมู ตับหมู หรือเครื่องในที่ปิ้งหรือต้มไม่สุกเต็มที่ หรือการใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูดิบแล้วนำมาคีบอาหารเข้าปากต่อ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางหลักที่ทำให้เชื้อไวรัสจากเนื้อสัตว์เข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง
  • ไวรัสตับอักเสบชนิดใดที่ทำให้เป็นมะเร็งตับได้มากที่สุด? ไวรัสตับอักเสบบีและซี ไวรัสสองชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่ภาวะตับแข็งและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับในระยะยาว แตกต่างจากชนิดเอและอีที่มักเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน
  • มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบครบทุกชนิดหรือไม่? ยังไม่มีครบทุกชนิด ปัจจุบันมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้แพร่หลายสำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดเอและบีเท่านั้น ส่วนชนิดซีและอียังไม่มีวัคซีนป้องกันที่ได้รับการรับรองให้ใช้เป็นการทั่วไปในประเทศไทย

สรุป โรคไวรัสตับอักเสบอีเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในวัฒนธรรมการกินที่ชื่นชอบอาหารปรุงไม่สุก แม้ในคนทั่วไปร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อและฟื้นฟูตับได้เอง แต่สำหรับสตรีตั้งครรภ์และผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคนี้อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ การป้องกันที่ทำได้ง่ายและเห็นผลที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เน้นอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด และล้างมือเป็นประจำ เพื่อเป็นเกราะป้องกันตับของคุณให้แข็งแรงและปลอดภัยจากเชื้อไวรัส

เอกสารอ้างอิง
  1. Dr. Tany. Analysis of the case of Nong Ta Ning, who is sick with Hepatitis E, with liver enzyme levels in the thousands [Internet]. YouTube; 2023 [cited 2026 Jun 22]. Available from: https://www.youtube.com/watch?v=hxNUavbtjBM
  2. Bumrungrad International Hospital. โรคไวรัสตับอักเสบอี – อาการและการรักษา [Internet]. Bangkok: Bumrungrad Hospital; [cited 2026 Jun 22]. Available from: https://www.bumrungrad.com/th/conditions/hepatitis-e
  3. Phyathai Hospital. โรคไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) [Internet]. Bangkok: Phyathai Hospital; [cited 2026 Jun 22]. Available from: https://www.phyathai.com/th/pyt2/article/hepatitis-e-pt2
  4. World Health Organization (WHO). Hepatitis E fact sheet [Internet]. Geneva: WHO; 2023 [cited 2026 Jun 22]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hepatitis-e