ไวรัสฮันตา ภัยเงียบที่แฝงตัวอยู่ในบ้านที่คุณอาจมองข้าม
โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคย หรือมองข้ามความอันตรายของหนูที่เป็นพาหะหลักของโรคนี้ หลายครั้งที่เราทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดเช็ดถูบริเวณที่มีฝุ่นหรือมูลหนูโดยไม่ระมัดระวัง พฤติกรรมเหล่านี้อาจนำไปสู่การติดเชื้อไวรัสฮันตาที่แฝงตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้โดยที่เราไม่รู้ตัว เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรง ทั้งระบบทางเดินหายใจล้มเหลว หรืออาการคล้ายไข้เลือดออกที่มาพร้อมกับภาวะไตวาย ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูง บทความนี้จะช่วยให้คุณผู้อ่านมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับไวรัสฮันตามากยิ่งขึ้น
1. ไวรัสฮันตาคืออะไร
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นไวรัสในสกุล Hantaviridae ที่มีพาหะหลักคือสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนูชนิดต่าง ๆ ไวรัสชนิดนี้จะแฝงตัวอยู่ในปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของหนูที่ติดเชื้อ โดยที่ตัวหนูเองจะไม่มีอาการป่วยใด ๆ พบการระบาดครั้งแรกในปี 1993 ในสหรัฐอเมริกา
2. ติดต่อได้อย่างไร
- การติดต่อจากสัตว์สู่คน เชื้อไวรัสสามารถแพร่สู่คนได้หลัก ๆ ผ่าน การสูดดมละอองฝอยในอากาศที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส (Aerosolization) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเราเข้าไปในพื้นที่ปิดทึบที่มีหนูอาศัยอยู่ แล้วทำการกวาดบ้านหรือดูดฝุ่น ทำให้มูลหนูที่แห้งฟุ้งกระจายขึ้นมาในอากาศ นอกจากนี้ยังสามารถติดเชื้อจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนูแล้วนำมือมาขยี้ตา จับจมูก หยิบอาหารเข้าปาก หรือแม้แต่การถูกหนูที่มีเชื้อกัดก็สามารถทำให้ติดโรคได้เช่นกัน
- การติดต่อจากคนสู่คน (Human-to-human transmission) ทั่วโลกเราพบไวรัสฮันตาหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากหนูสู่คน แต่ในกรณีที่แพร่จากคนสู่คนนั้น เราเรียกว่า ‘ไวรัสแอนเดส (Andes virus)’ ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์หายากของไวรัสฮันตา พบในทวีปอเมริกาใต้ เช่น ประเทศชิลี และอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีรายงานการระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ที่ผ่านมา สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานานกับผู้ป่วยได้
3. อาการของโรค
อาการของโรคไวรัสฮันตาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามสายพันธุ์และภูมิภาคที่พบ ได้แก่
- กลุ่มอาการทางปอด (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome หรือ HCPS) มักพบในทวีปอเมริกา ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในช่วงแรก เช่น มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หลังจากนั้น 4-10 วัน อาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว มีภาวะปอดอักเสบรุนแรง หายใจลำบาก อาจเกิดภาวะช็อก และอาจเกิดภาวะระบบหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50%
- กลุ่มอาการไข้เลือดออกและไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome หรือ HFRS) มักพบในทวีปเอเชียและยุโรป อาการจะเริ่มจากไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย ต่อมาจะมีความดันโลหิตต่ำ มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง และเข้าสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 1-15%
4. การป้องกัน
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษาไวรัสฮันตาโดยเฉพาะ และยังไม่มีวัคซีนป้องกัน การป้องกันไม่ให้สัมผัสเชื้อจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
- การจัดการที่อยู่อาศัย อุดรูรั่วหรือช่องโหว่ต่าง ๆ ภายในบ้านเพื่อไม่ให้หนูเข้ามาอาศัย กำจัดแหล่งอาหารของหนูโดยการเก็บอาหารในภาชนะที่ปิดมิดชิด ทิ้งขยะในถังที่มีฝาปิดสนิท
- วิธีทำความสะอาดอย่างปลอดภัย หากพบมูลหนู ห้ามใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่นเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ให้เปิดหน้าต่างระบายอากาศอย่างน้อย 30 นาที สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือยาง จากนั้นฉีดพ่นบริเวณที่มีมูลหนูด้วยน้ำยาฟอกขาวผสมน้ำ (สัดส่วน 1:10) หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้ 5 นาที เพื่อให้เชื้อไวรัสถูกทำลาย แล้วจึงใช้กระดาษชำระเช็ดทิ้ง ใส่ถุงพลาสติกมัดปากให้แน่น
- การดูแลสุขอนามัย ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังทำความสะอาดบ้าน จัดการขยะ หรือก่อนรับประทานอาหาร
5. ข้อควรระวังและกลุ่มเสี่ยง
- การใช้ยาผิดประเภท ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ การรับประทานยาแก้ปวดลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน อาจยิ่งกระตุ้นให้เกิดเลือดออกในอวัยวะภายในจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ควรใช้เพียงยาพาราเซตามอลหากมีไข้ และรีบไปพบแพทย์
- กลุ่มเสี่ยงสูง ผู้ที่ทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ เกษตรกร คนงานก่อสร้าง ผู้ที่ชอบตั้งแคมป์ในป่า หรือผู้ที่ต้องเข้าไปในห้องเก็บของหรือโกดังที่ปิดตายมานาน
Q&A
1. ไวรัสฮันตาติดต่อผ่านการกินอาหารที่หนูแทะเท่านั้นหรือไม่?
ข้อเท็จจริง: เป็นความเชื่อที่ผิด แม้ว่าการกินอาหารที่ปนเปื้อนจะทำให้ติดเชื้อได้ แต่เส้นทางหลักที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือ “การสูดดมละอองฝอยของเชื้อไวรัส” ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศจากการกวาดพื้นหรือทำความสะอาดที่ไม่ถูกวิธี ดังนั้นการป้องกันระบบทางเดินหายใจด้วยหน้ากากอนามัยจึงมีความสำคัญมาก
2. สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวสามารถติดเชื้อและแพร่ไวรัสฮันตามาสู่คนได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง: ไม่เป็นความจริง ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าสุนัขและแมวสามารถป่วยและแพร่เชื้อไวรัสชนิดนี้สู่มนุษย์ได้ ไวรัสชนิดนี้มีสัตว์พาหะจำเพาะคือสัตว์ฟันแทะจำพวกหนูเท่านั้น
3. หากโดนหนูกัด จะมีโอกาสติดไวรัสฮันตาหรือไม่?
ข้อเท็จจริง: มีโอกาสติดเชื้อได้ แม้การถูกหนูกัดจะไม่ใช่ช่องทางหลัก แต่ไวรัสที่อยู่ในน้ำลายของหนูสามารถเข้าสู่กระแสเลือดผ่านบาดแผลได้โดยตรง หากถูกหนูกัดควรล้างแผลด้วยน้ำสบู่ให้สะอาดทันที และรีบไปพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง รวมถึงรับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย
4. ไวรัสฮันตาสามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานแค่ไหน?
ข้อเท็จจริง: เชื้อไวรัสฮันตาสามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายวันหากอยู่ในที่ร่มและมีอุณหภูมิเย็น แต่ไวรัสชนิดนี้มีเกราะหุ้มที่เปราะบาง จึงถูกทำลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับแสงแดด (รังสีอัลตราไวโอเลต) หรือสารเคมีทำความสะอาดทั่วไป เช่น น้ำยาฟอกขาว แอลกอฮอล์ หรือสบู่
บทสรุป
ไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายที่มีหนูเป็นพาหะหลัก แม้ว่าอาจจะพบได้ไม่บ่อยนักในเขตชุมชนเมืองที่สะอาด แต่ความรุนแรงของโรคนั้นสูงจนอาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วันหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ที่บ้านของเราเอง โดยการดูแลความสะอาด และเน้นย้ำการทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงอย่างถูกวิธี หากคุณมีอาการไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ หรือหายใจลำบาก หลังจากมีประวัติใกล้ชิดพื้นที่ที่มีหนูชุกชุม ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติความเสี่ยงอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
เอกสารอ้างอิง
- The MATTER. สรุปข้อมูล ‘ไวรัสฮันตา’ ที่เริ่มต้นจากหนู แต่สามารถแพร่สู่คน [Internet]. 2026 [cited 2026 May 19]. Available from: https://thematter.co/quick-bite/hanta-virus-2026/260235
- World Health Organization (WHO). Hantavirus [Internet]. 2026 [cited 2026 May 19]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hantavirus
- Jonsson CB, Figueiredo LT, Vapalahti O. A global perspective on hantavirus ecology, epidemiology, and disease. Clin Microbiol Rev. 2010;23(2):412-41.
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) [Internet]. 2024 [cited 2026 May 19]. Available from: https://www.cdc.gov/hantavirus/