Skip to content

วิตามิน D เป็นที่รู้จักกันดีในด้านการช่วยดูดซึมแคลเซียมและเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานวิจัยมากมายชี้ให้เห็นว่า วิตามิน D มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จนได้รับฉายาว่าเป็น “วิตามินเสริมเกราะ” ที่ร่างกายขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคที่เราต้องเผชิญกับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมมากมาย

วิตามิน D ทำงานอย่างไรกับภูมิคุ้มกัน?

วิตามิน D มีผลต่อทั้งภูมิคุ้มกันแบบไม่เฉพาะเจาะจง (Innate Immunity) และภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะเจาะจง (Adaptive Immunity) กล่าวคือ:

  • กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว
    วิตามิน D ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด macrophage และ dendritic cell ซึ่งมีหน้าที่จับกินเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันขั้นต่อไป
  • ควบคุมการอักเสบ
    วิตามิน D มีบทบาทในการควบคุมการสร้างสารไซโตไคน์ (cytokines) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค หากร่างกายมีไซโตไคน์มากเกินไป อาจเกิด “ไซโตไคน์สตอร์ม” หรือการอักเสบมากเกินควบคุม ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการรุนแรงในโรคติดเชื้อหลายชนิด เช่น โควิด-19
  • เสริมภูมิในระยะยาว
    วิตามิน D ยังส่งเสริมการทำงานของเซลล์ T และ B ซึ่งเป็นด่านหลักในภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ ทำให้ร่างกายสามารถจดจำและต่อสู้กับเชื้อโรคที่เคยเผชิญได้ดีขึ้น

การศึกษาที่น่าสนใจ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ ปี 2017 (Martineau et al.) พบว่า การเสริมวิตามิน D อย่างต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ขาดวิตามิน D มาก่อน อีกหนึ่งการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังระบุว่า คนที่มีระดับวิตามิน D ต่ำมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรงจากโควิด-19 มากกว่าคนที่มีระดับวิตามิน D ในเกณฑ์ปกติ

จะเสริมวิตามิน D อย่างไรให้เหมาะสม?

  • แสงแดด
    แหล่งวิตามิน D ธรรมชาติที่ดีที่สุดคือแสงแดด โดยเฉพาะแสงแดดในช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ๆ วันละ 10–20 นาที
  • อาหาร
    พบได้ในปลาทะเล (ปลาแซลมอน ปลาทูน่า), ตับ, ไข่แดง และนมเสริมวิตามิน
  • อาหารเสริม สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงขาดวิตามิน D หรือไม่สามารถรับแสงแดดได้เพียงพอ แนะนำให้เสริมวิตามิน D3 (cholecalciferol) ขนาด 600–2,000 IU ต่อวัน หรือมากกว่านั้นภายใต้การดูแลของแพทย์

วิตามิน D ไม่ได้มีดีแค่เรื่องกระดูก แต่ยังเป็นเสาหลักที่ช่วยส่งเสริมและควบคุมระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างสมดุล ทั้งในการป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรค การดูแลระดับวิตามิน D ให้เหมาะสมจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่เราสามารถทำได้ เพื่อเสริมเกราะให้สุขภาพแข็งแรงในทุกวัน

reference

  1. Martineau, A. R., Jolliffe, D. A., Hooper, R. L., Greenberg, L., Aloia, J. F., Bergman, P., … & Griffiths, C. J. (2017). Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory tract infections: systematic review and meta-analysis of individual participant data. BMJ, 356, i6583. https://doi.org/10.1136/bmj.i6583
  2. Aranow, C. (2011). Vitamin D and the immune system. Journal of Investigative Medicine, 59(6), 881–886. https://doi.org/10.2310/JIM.0b013e31821b8755
  3. Grant, W. B., Lahore, H., McDonnell, S. L., Baggerly, C. A., French, C. B., Aliano, J. L., & Bhattoa, H. P. (2020). Evidence that Vitamin D Supplementation Could Reduce Risk of Influenza and COVID-19 Infections and Deaths. Nutrients, 12(4), 988. https://doi.org/10.3390/nu12040988
  4. Chun, R. F., Liu, P. T., Modlin, R. L., Adams, J. S., & Hewison, M. (2014). Impact of vitamin D on immune function: Lessons learned from genome-wide analysis. Frontiers in Physiology, 5, 151. https://doi.org/10.3389/fphys.2014.00151
  5. National Institutes of Health. (2023). Vitamin D – Fact Sheet for Health Professionals. Office of Dietary Supplements, NIH. Retrieved from https://ods.od.nih.gov/factsheets/VitaminD-HealthProfessional/