ในบรรดาสารอาหารมากมายที่คุณพ่อคุณแม่พยายามคัดสรรให้ลูกน้อยได้รับในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น DHA โอเมก้า3 หรือแคลเซียม มีสารอาหารอยู่ชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อระดับสติปัญญา (IQ) และการเจริญเติบโตของสมองอย่างมหาศาล สารอาหารชนิดนั้นคือ “ธาตุเหล็ก” (Iron)
ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของ ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่จับออกซิเจนจากปอดแล้วขนส่งไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย โดยเฉพาะสมองเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานและออกซิเจนสูงมาก หากร่างกายขาดธาตุเหล็ก สมองจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เซลล์สมองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ธาตุเหล็กเป็นส่วนสำคัญในการสร้างปลอกหุ้มเส้นประสาท ช่วยให้การส่งกระแสประสาทและข้อมูลในสมองทำงานได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ นอกจากนี้ธาตุเหล็กทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างสารสื่อประสาทสำคัญ เช่น โดปามีน (Dopamine) และ เซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการควบคุมอารมณ์ สมาธิ ความจดจ่อ และความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงตรรกะ ดังนั้นธาตุเหล็กจึงเป็นสารอาหารที่สำคัญที่เด็กทุกคนจะขาดไม่ได้เพราะความสำคัญของธาตุเหล็กไม่ได้อยู่แค่การบำรุงเลือดอย่างที่เราเคยเข้าใจกันตอนเด็กๆ แต่ส่งผลโดยตรงต่อระดับสติปัญญา (IQ) พฤติกรรม และการเจริญเติบโตของร่างกายในหลายมิติ
มีงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่า เด็กที่เผชิญภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กในช่วงขวบปีแรก จะมีคะแนน IQ สมาธิ และทักษะการเรียนรู้ต่ำกว่าเด็กปกติ และที่น่าเป็นห่วงคือ ผลเสียต่อสมองนี้อาจคงอยู่ถาวร แม้จะมาให้ยาเสริมธาตุเหล็กเพื่อรักษาอาการซีดในภายหลังแล้วก็ตาม ภาวะขาดธาตุเหล็กมักเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการผิดปกติของลูกได้จากสัญญาณเหล่านี้ อาการทางกาย ได้แก่ ผิวพรรณดูซีดเซียว สังเกตง่ายๆ บริเวณฝ่ามือ เล็บ หรือเยื่อบุตาด้านล่างมีสีชมพูอ่อนจนเกือบขาว เติบโตช้า ตัวเล็กกว่าเกณฑ์ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่ร่าเริงแจ่มใส
อาการทางพฤติกรรมและสมอง ได้แก่ เด็กเริ่มมีสมาธิสั้นลง หงุดหงิดง่าย เฉื่อยชา ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ความสามารถในการเรียนรู้หรือจดจำลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเด็กคลอดก่อนกำหนดที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กได้เนื่องจากธาตุเหล็กที่ผ่านมาจากแม่สู่ลูกช่วงที่อยู่ในครรภ์มาไม่เพียงพอ ทำให้มีธาตุเหล็กสะสมในเด็กกลุ่มนี้น้อยกว่าปกติ ซึ่งในเด็กกลุ่มนี้หากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แนะนำให้ธาตุเหล็กเสริมร่วมด้วย โดยเริ่มที่อายุ 1 เดือน จนถึงอายุ 12 เดือน โดยธาตุเหล็กอาจจะอยู่ในรูปของยา หรือในรูปของอาหารเสริม ส่วนในเด็กคลอดครบกำหนดจะได้รับธาตุเหล็กจากแม่มาสู่ลูกขณะอยู่ในครรภ์ และจะมีธาตุเหล็กสะสมอยู่พอเพียงจนถึงอายุ 4-6 เดือน เพราะฉะนั้นในทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน การได้รับนมแม่อย่างเพียงพอก็จะได้รับปริมาณธาตุเหล็กที่เพียงพอตามวัยและเหมาะสมกับการเจริญเติบโตตามอายุ แม้ธาตุเหล็กในนมแม่จะมีปริมาณน้อย แต่พบว่าธาตุเหล็กในนมแม่จะมีการดูดซึมจากทางเดินอาหารในเด็กได้ดีกว่านมชนิดอื่น แต่เมื่อหลังอายุ 6 เดือน ปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมในร่างกายลดลง
แนะนำให้มีการให้อาหารเสริมตามวัยที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว เป็นต้น เพื่อให้พอเพียงกับความต้องการของธาตุเหล็กในแต่ละวัย ซึ่งถ้าหลังอายุ 6 เดือนยังได้รับนมแม่อย่างเดียวโดยไม่ได้รับอาหารเสริม จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะมีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กที่อายุ 9 เดือนได้ ซึ่งราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้แนะนำให้คัดกรองภาวะซีดจากขาดธาตุเหล็กในเด็กกลุ่มนี้ กล่าวคือแนะนำให้ตรวจเลือดค่าฮีมาโตคริตอย่างน้อย 1 ครั้งที่อายุ 6เดือนถึงอายุ 12 เดือน ซึ่งหากพบภาวะซีด แนะนำให้การรักษาด้วยยาเสริมธาตุเหล็ก เนื่องจากมีผลกับการพัฒนาการด้านสมองในระยะยาวได้หากพบภาวะนี้ตั้งแต่อายุน้อย
ส่วนในเด็กที่เข้าวัยรุ่นโดยเฉพาะเพศหญิงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซีดจากขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากเป็นวัยที่สนใจในเรื่องรูปร่างของตัวเอง ทำให้มีการจำกัดอาหารบางชนิดที่มีธาตุเหล็กสูงร่วมกับเริ่มมีประจำเดือนทำให้เสียเลือดและธาตุเหล็กมากกว่าวัยเด็ก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซีดจากขาดธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น วัยนี้แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ไข่แดง เนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อแดง ผักใบเขียว เครื่องในสัตว์ และพิจารณาตรวจคัดกรองโดยการตรวจเลือดค่าฮีมาโตคริตโดยเฉพาะในเพศหญิงที่อายุ 11ปีถึงอายุ 21 ปี
นอกจากนี้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายในการควบคุมและป้องกันภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก โดยมีการให้ยาธาตุเหล็กเสริมเพื่อป้องกันในเด็ก ได้แก่กลุ่มเด็กปฐมวัย (อายุ 6 เดือนถึง 5 ปี) และกลุ่มเด็กนักเรียน (อายุ 6 ปีถึงอายุ 12 ปี) โดยเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี ควรได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กที่มีปริมาณธาตุเหล็ก 12.5 มิลลิกรัม สัปดาห์ล่ะ 1 ครั้ง เด็กอายุ 2-5 ปี ควรได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กที่มีปริมาณธาตุเหล็ก 25 มิลลิกรัม สัปดาห์ล่ะ 1 ครั้ง และในกลุ่มเด็กนักเรียน ควรได้รับยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กที่มีปริมาณธาตุเหล็ก 60 มิลลิกรัม สัปดาห์ล่ะ 1 ครั้ง
References
1. Lozoff B, Jimenez E, Wolf AW. Long-term developmental outcome of infants with iron deficiency. N Engl J Med. 1991 Sep 5;325(10):687-94. doi: 10.1056/NEJM199109053251004. PMID: 1870641.
2. สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (Dietary Reference Intakes for Thais 2020). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
3. ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย. (2557). แนวทางปฏิบัติการป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก.
