ซีบัคธอร์น (Sea Buckthorn) หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Hippophae Rhamnoides เป็นพืชตระกูลเบอร์รี ต้นมีลักษณะเป็นพุ่มไม้ขนาดใหญ่ สูงราว 6-7 เมตร พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย แต่จะพบมากบริเวณที่สูงบนเทือกเขาหิมาลัย จุดเด่นคือเป็นพืชที่มีความแข็งแรงทนทานมาก เพราะสามารถเติบโตได้ดีแม้ในสภาวะที่แห้งแล้งหรือหนาวเย็น ผลมีขนาดเล็ก เป็นทรงรีขนาดประมาณ 1-2 ซม. สีออกเหลืองส้ม กลิ่นคล้ายสับปะรด ผลดิบมีรสฝาด แต่ผลสุกจะมีรสชาติเปรี้ยวจัด แต่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีตำนานมาว่า เมื่อครั้งโบราณชาวกรีกได้ใช้ซีบัคธอร์นเพื่อบำบัดรักษาม้า ช่วยให้ฝูงม้าที่ก่อนหน้านั้นผอมแห้งแรงน้อย ได้กลับกลายมาเป็นม้าพันธุ์ดีที่มีขนดกเงางามดูสง่างามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากตำนานนี้เอง จึงทำให้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hippophae โดยคำว่า Hippo แปลว่า ม้า และ Phaos ที่แปลว่า ส่องแสง เงางาม นอกจากนั้นยังมีหลักฐานเกี่ยวกับประโยชน์ของ ซีบัคธอร์นจากที่อื่นๆอีก เช่น ในสมัยโบราณพบว่าชาวทิเบตและมองโกเลียใช้ผลของซีบัคธอร์นรักษาอาการไอ และปรับระบบการไหลเวียนของเลือด ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร ชาวรัสเซียและอินเดียแถบเทือกเขาหิมาลัยใช้ ซีบัคธอร์นสำหรับรักษาโรคผิวหนัง ดีซ่าน หอบหืด เป็นยาระบาย ลดอาการอักเสบ และอีกมากมายหลายประเทศที่มีการนำซีบัคธอร์นไปใช้ประโยชน์ทางด้านต่างๆ
ซีบัคธอร์น เป็นหนึ่งในพืชที่มีสารอาหารครบทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามิน และไฟโตนิวเทรียนท์มากกว่า 200 ชนิด ซึ่งทำงานร่วมกันในระดับเซลล์ ช่วยปกป้องหลอดเลือด ลดการอักเสบ และชะลอกระบวนการเสื่อมของร่างกาย มีงานวิจัยหลายงานระบุว่า สารสกัดจากผลและเมล็ดของซีบัคธอร์นมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน ทั้งต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
บำรุงหัวใจและลดคอเลสเตอรอล
ซีบัคธอร์นมีกรดไขมันโอเมก้า 3, 6, 7 และ 9 โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 7 (Omega-7) หรือ Palmitoleic acid ที่มีบทบาทในการเพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดโดยรักษาผนังหลอดเลือดให้เรียบและแข็งแรง ลดการก่อตัวของคราบพลัคซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความยืดหยุ่นและการไหลเวียนของเลือด สามารถลดระดับไขมันเลว (LDL) ในกระแสเลือด ขณะเดียวกันก็เพิ่มระดับไขมันดี (HDL) มีงานวิจัยพบว่าการบริโภคน้ำมันเมล็ดซีบัคธอร์นปริมาณ 0.75 มล. ต่อวัน เป็นเวลา 30 วัน ในกลุ่มผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตให้เป็นปกติ นอกจากนี้ วิตามินอีและฟลาโวนอยด์ ในผลซีบัคธอร์นยังช่วยยับยั้งการออกซิไดซ์ของไขมัน ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) ทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น
ควบคุมน้ำตาลในเลือดและระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย
ซีบัคธอร์นมีสาร Isorhamnetin ซึ่งเป็นหนึ่งในฟลาโวนอล (Flavonol) ชนิดสำคัญที่พบมากในซีบัคธอร์น และได้รับการยอมรับว่าเป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive compound) ที่มีความโดดเด่นสูงสุดตัวหนึ่งในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม Isorhamnetin มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเอนไซม์ AMPK (AMP-activated protein kinase) โดย Isorhamnetin จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของ AMPK ผ่านกระบวนการ Phosphorylation (การเติมหมู่ฟอสเฟต) ที่ตำแหน่ง Thr-172 ของหน่วยย่อย AMPKα การกระตุ้นนี้มักทำงานร่วมกับ SIRT1 และ AKT เพื่อส่งเสริมการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์และเพิ่มความไวต่ออินซูลิน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการแสดงออกของโปรตีน GLUT4 ซึ่งทำหน้าที่ดึงน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน กระตุ้นกระบวนการสลายกรดไขมัน และยับยั้งการสร้างไขมันใหม่ (Lipogenesis) ในตับและเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งช่วยลดภาวะไขมันพอกตับและลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ในขณะเดียวกันยังช่วยสร้างพลังงานในระดับเซลล์ส่งเสริมการสร้างไมโทคอนเดรียใหม่ (Mitochondrial Biogenesis) ช่วยให้เซลล์เผาผลาญพลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเหนื่อยล้า
ลดการระคายเคืองและการอักเสบของผิวหนัง
ซีบัคธอร์นเป็นแหล่งรวมของกรดไขมัน สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ วิตามินซี วิตามินอีที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวอย่างล้ำลึก โดยมีกรดไขมันโอเมก้า 7 และโอเมก้า 9 ช่วยเติมเต็มชั้นไขมันในผิวหนัง (Lipid Barrier) เสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ทำหน้าที่ล็อกความชุ่มชื้นและป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากผิว โดยกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีความเข้มข้นสูงช่วยสร้างฟิล์มบางๆ ปกป้องผิว ทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้ยาวนาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ในซีร์บัคธอร์น เช่น Isorhamnetin และ Quercetin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดรอยแดง อาการคัน และความรู้สึกแสบร้อนบนผิวหนังสามารถ ลดอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และเซบเดิร์ม โดยช่วยลดความไวของผิวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก ช่วยเร่งการสมานผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและการแบ่งตัวของเซลล์ผิวใหม่ (Keratinocytes และ Fibroblasts) ช่วยลดระยะเวลาในการฟื้นฟูผิวที่เสียหายหรือเป็นแผลให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี แคโรทีนอยด์ และวิตามินซีในปริมาณสูงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลายโดยรังสียูวีและมลภาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง
วิธีใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด
การทาภายนอก: ใช้ในรูปแบบเซรั่มหรือน้ำมันสกัดเย็นทาผิวโดยตรง เพื่อฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวชั้นนอก
การรับประทาน: การรับประทานน้ำมันซีบัคธอร์น (โดยเฉพาะที่มีโอเมก้า 7 สูง) 500-1,500 มิลลลิกรัม/วันจะ ช่วยบำรุงผิวและเยื่อบุต่างๆ จากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นขึ้นอย่างเป็นระบบ
References
- Mihal M, Roychoudhury S, Sirotkin AV, Kolesarova A. Sea buckthorn, its bioactive constituents, and mechanism of action: potential application in female reproduction. Front Endocrinol (Lausanne). 2023 Nov 7;14:1244300. doi: 10.3389/fendo.2023.1244300. PMID: 38027169; PMCID: PMC10662087.
- Vashishtha V, Barhwal K, Kumar A, Hota SK, Chaurasia OP, Kumar B. Effect of seabuckthorn seed oil in reducing cardiovascular risk factors: A longitudinal controlled trial on hypertensive subjects. Clin Nutr. 2017 Oct;36(5):1231-1238. doi: 10.1016/j.clnu.2016.07.013. Epub 2016 Aug 3. PMID: 27522605.
- Zhang Q, Zhang J, Ouyang Y, Liu H, Xie C, Fu X. Sea buckthorn flavonoids and their derivatives: potential natural compounds for the treatment of diabetic cardiomyopathy. Front Pharmacol. 2025 Jul 17;16:1599756. doi: 10.3389/fphar.2025.1599756. PMID: 40746722; PMCID: PMC12310634.
