Skip to content

ไขความลับของปักคี้ หนึ่งศาสตร์ลับยาอายุวัฒนะโบราณ

ปักคี้ หรือบางคนจะรู้จักว่าชื่อหวงฉี เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในตระกูลถั่ว (Fabaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Astragalus membranaceus โดยมีลักษณะเป็นพุ่มไม้สูงประมาณ 60-90 เซนติเมตร ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบที่มีลักษณะยาวและเรียงกันเป็นแถว ส่วนดอกมักจะมีสีเหลืองหรือขาว จัดเป็นพืชสมุนไพรยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดในภาคเหนือและภาคตะวันออกของจีน รากของปักคี้คือส่วนที่ใช้ในการนำมาทำยา เนื่องจากมีสารสำคัญหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีประวัติว่าถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนจีนมานานกว่า 2,000 ปี แพทย์แผนจีนจะใช้ปักคี้เป็นสมุนไพรที่เพิ่มพลังชี่ ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นพลังงานที่สำคัญของร่างกาย มักใช้ในตำรับยาแผนจีนเพื่อสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบ สามารถใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ ในรูปแบบยาต้ม ยาผง หรือยาเม็ด นอกจากนี้ยังสามารถนำมาเป็นชา หรือเพิ่มในซุปและสตูว์ มักพบว่าปักคี้จะเป็นส่วนหนึ่งในตำรับยาหรืออาหารบำรุงร่างกายที่กล่าวขานกันมาว่าเป็นตัวช่วยเสริมให้ร่างกายแข็งแรง เป็นหนึ่งในยาอายุวัฒนะของจีน

ในปัจจุบันพบว่าปักคี้ช่วยกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์เทโลเมอเรส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยเพิ่มความยาวของส่วน เทโลเมียร์ในโครโมโซม เทโลเมียร์ เป็นโครงสร้างส่วนปลายของโครโมโซมที่ประกอบด้วยดีเอ็นเอและกลุ่มโปรตีนที่มีชุดลำดับเบสซํ้า ๆ เรียกว่าเชลเทอริน (Shelterin) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการป้องกันความเสียหายหรือการย่อยสลายของสายโพลีนิวคลีโอไทด์ส่วนที่เป็นข้อมูลสำคัญของรหัสพันธุกรรมระหว่างกระบวนการแบ่งเซลล์ ซึ่งจะหดสั้นลงเรื่อย ๆ ทุก ๆครั้งที่มีการแบ่งเซลล์ จนกระทั่งเทโลเมียร์หดสั้นมากจนถึงจุดที่กระตุ้นให้เกิดการเสียหายของดีเอ็นเอที่เรียกว่า เซลล์ชราหรือสภาวะเสื่อมสภาพของเซลล์ ดังนั้นจะพบว่าคนที่อายุมากขึ้นโดยปกติโครโมโซมส่วนนี้จะสั้นลงเรื่อย ๆ และคนที่อายุเท่ากันผู้ที่มีโครโมโซมส่วนเทโลเมียร์ยาวกว่าจะดูอ่อนวัยและมีสุขภาพดีกว่าคนทั่วไป จึงเกิดการศึกษาและคิดค้นนวัตกรรมทางการแพทย์ ยา และอาหารเสริมต่าง ๆ ที่ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างความยาวของเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นความหวังของการมีอายุขัยยืนยาวกันอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามผลการศึกษาและวิจัยในมนุษย์และสัตว์พบว่า ภาวะโภชนาการอาหารเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับความยาวของเทโลเมียร์ สารอาหารและสารประกอบตามธรรมชาติหลายชนิดมีศักยภาพในการรักษาและเสริมความยาวของเทโลเมียร์ได้ และปักคี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นที่ดีที่ช่วยเพิ่มความยาวของเทโลเมียร์ และช่วยในการสร้างส่วนปลายของ DNA ใหม่อีกครั้งได้

ในปักคี้มีสารประกอบที่สำคัญอยู่หลายกลุ่มได้แก่ สารกลุ่มซาโปนิน (Saponin) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) พอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharide) และสารประกอบอื่น ๆ ประกอบด้วยกรดอะมิโน โปรตีน และแร่ธาตุต่าง ๆ ได้แก่ กรดโฟลิก ซีลีเนียม สังกะสี ทองแดง แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และสารสำคัญที่น่าสนใจที่สุดคือ Cycloastragenol (CAG) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่อยู่ในกลุ่ม Triterpenoid Saponin ถือเป็นสารออกฤทธิ์ที่เด่นที่สุดชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาด้านการชะลอวัยในระดับเซลล์

บทบาทสำคัญของ Cycloastragenol (CAG)

1. กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์เทโลเมอเรส (Telomerase Activation): Cycloastragenol สามารถกระตุ้นการแสดงออกของยีน hTERT (human Telomerase Reverse Transcriptase) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเอนไซม์เทโลเมอเรส ทำให้เซลล์สามารถยืดความยาวปลายเทโลเมียร์ได้มากขึ้น

2. ช่วยเพิ่มความยาวเทโลเมียร์และชะลอการสั้นลงของเทโลเมียร์: เทโลเมียร์เป็นส่วนปลายของโครโมโซมที่สั้นลงทุกครั้งเมื่อเซลล์แบ่งตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการชรา (aging) เมื่อ Cycloastragenol กระตุ้นเทโลเมอเรส เทโลเมียร์จะถูกยืดหรือคงสภาพไว้ ทำให้ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ เพิ่มอายุการทำงานของเซลล์ และส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมตามวัย

3. เพิ่มอายุการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน: Cycloastragenol สามารถเพิ่มอายุของ T lymphocytes โดยชะลอการสั้นลงของเทโลเมียร์ ซึ่งอาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

4. มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบจากกลไกของ Oxidative stress ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการแก่ชราและโรคที่มาจากความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ

References

1. Shen CY, Jiang JG, Yang L, Wang DW, Zhu W. Anti-ageing active ingredients from herbs and nutraceuticals used in traditional Chinese medicine: pharmacological mechanisms and implications for drug discovery. Br J Pharmacol. 2017 Jun;174(11):1395-1425. doi: 10.1111/bph.13631. Epub 2016 Oct 29. PMID: 27659301; PMCID: PMC5429334.

2. Yu Y, Zhou L, Yang Y, Liu Y. Cycloastragenol: An exciting novel candidate for age-associated diseases. Exp Ther Med. 2018 Sep;16(3):2175-2182. doi: 10.3892/etm.2018.6501. Epub 2018 Jul 20. PMID: 30186456; PMCID: PMC6122403.