ในช่วงที่ผ่านมา ถั่งเช่าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ประชาชนสอบถามเข้ามากันบ่อยในร้านยา โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการบำรุงร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตามข้อมูลจากการบอกต่อหรือสื่อโฆษณาอาจไม่จริงเสมอไป การทำความเข้าใจถังเช่าจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับถั่งเช่า ทั้งในด้านชนิด สารสำคัญ และประโยชน์ที่มีการศึกษาจริงในมนุษย์ ตลอดจนข้อควรระวัง
ทำความรู้จักถั่งเช่า
ถั่งเช่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Ophiocordyceps sinensis หรือชื่ออื่น ๆ ที่เรียกกัน เช่น ตังถั่งเช่า, ตังถั่งแห่เช่า หรือ หญ้าหนอน เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นตัวหนอน และส่วนที่เป็นเห็ดบนตัวหนอน ในฤดูหนาวหนอนจะฝังตัวอยู่ใต้ดิน ในหน้าร้อนหนอนเหล่านั้นจะกินสปอร์เห็ดที่มาตกอยู่ตามพื้นดินเข้าไป เห็ดจะเติบโตออกมาเป็นเส้นใยจากปากของตัวหนอนงอกขึ้นสู่พื้นดิน มีรูปร่างภายนอกคล้ายไม้กระบอก ส่วนตัวหนอนจะค่อย ๆ แห้งตายไป ดังนั้น ถั่งเช่าที่มีการนำมาใช้ คือ ส่วนของตัวหนอนและเห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง
ถั่งเช่านั้นพบได้บริเวณแถบทุ่งหญ้าบนภูเขาสูงของประเทศจีน (ธิเบต) เนปาล และภูฏาน แต่เดิมถั่งเช่าถูกนำมาใช้ ทางการแพทย์เก่าแก่ของจีนและยาทิเบตทั้งเป็นยาเดี่ยวและยาผสมร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ
ในปัจจุบันถั่งเช่าแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. ถั่งเช่าทิเบต (Cordyceps sinensis) เป็นถั่งเช่าชนิดที่พบตามธรรมชาติและเพาะเลี้ยงในห้องทดลอง
2. ถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps militaris) เป็นถั่งเช่าชนิดที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลอง
ประโยชน์ของถั่งเช่า
สารออกฤทธิ์สำคัญที่พบในถังเช่าได้แก่ สารอะดิโนซีน (adenosine) และสารคอร์ไดซิพิน (cordycepin) ซึ่งถั่งเช่าแต่ละชนิด จะมีปริมาณสารสำคัญที่แตกต่างกัน
1. ถั่งเช่าทิเบต (Cordyceps sinensis) ที่พบตามธรรมชาติมีสารอะดิโนซีนเป็นหลัก และมีสารคอร์ไดซิพินในปริมาณน้อยมาก ส่วนถั่งเช่าทิเบตที่มาจากการเพาะเลี้ยงในห้องทดลองส่วนใหญ่มีสารอะดิโนซีนและตรวจไม่พบสารคอร์ไดซิพิน
2. ถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps militaris) ที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลองส่วนใหญ่มีสารคอร์ไดซิพินในปริมาณสูง
มีรายงานทางการศึกษาทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองพบว่าสารเหล่านี้ที่พบในถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน (immunostimulatory)
ในไทยมีการศึกษาในกลุ่มอาสาสมัครผู้ใหญ่สุขภาพดีจำนวน 40 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มโดย กลุ่มหนึ่งได้ยาหลอก และอีกกลุ่มได้รับ FCM (Functional Cordyceps Militaris) ซึ่งผลิตจากไมซีเลียมของถั่งเช่าสีทองที่ผ่านการหมัก ประเมินผลที่ 4 สัปดาห์และ 8 สัปดาห์หลังได้รับถั่งเช่าสีทอง โดยติดตามผลตัวชี้วัดภูมิคุ้มกัน เช่น การทำงานของ NK cell (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็ง), ปริมาณ monocytes (เม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทในการต่อสู้กับการติดเชื้อและกำจัดสิ่งแปลกปลอมในเลือด), Inflammatory cytokines (สารก่ออักเสบ) และประเมินความเป็นพิษ (toxicity) นอกจากนี้ยังมีการเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีผลลบต่อสุขภาพ เช่น พิษต่อตับหรือไตหรือไม่
จากการศึกษาพบว่า
- การทำงานของ NK cell ในกลุ่มผู้ชาย NK cell activity เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้น หลังจากได้รับ FCM เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนในกลุ่มผู้หญิง พบว่า NK cell activity เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากได้รับ FCM เป็นเวลาหลัง 8 สัปดาห์
- จำนวน monocytes เพิ่มขึ้น
- สารก่ออักเสบ (inflammatory cytokines) ปริมาณสารก่ออักเสบบางตัวลดลง เช่น IL-1β, IL-6
- ในด้านความปลอดภัย ไม่มีรายงานพิษร้ายแรงต่อตับ ไต หรือผลข้างเคียงรุนแรงอื่น ๆ ภายในระยะเวลาทดลอง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการศึกษาในมนุษย์เป็นการศึกษาในอาสาสมัครจำนวนน้อย จึงอาจยังไม่สามารถสรุปประโยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างชัดเจน ยังต้องการงานวิจัยที่ทำในอาสาสมัครจำนวนมากขึ้นและติดตามผลในระยะเวลานานขึ้นในอนาคตต่อไป
ข้อควรระวัง
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่ มีการทดสอบคุณภาพ/ระบุปริมาณสารสำคัญ ชัดเจน
- การใช้ถั่งเช่าร่วมกับยาบางชนิด อาจเกิดปัญหายาตีกัน ส่งผลให้มีฤทธิ์ของยาเพิ่มขึ้น หรือต้านฤทธิ์ของยาและเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ ยาที่อาจได้รับผลกระทบจากการใช้ถั่งเช่า ได้แก่
- ยาบรรเทาปวดต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือกลุ่มเอ็นเสด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ถั่งเช่าร่วมกับยาบรรเทาปวดในกลุ่มนี้ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ไตลดลง การทำงานของไตลดลงและเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด ควรระวังการใช้ถั่งเช่าร่วมกับยาวาร์ฟาริน (warfarin), แอสไพริน (aspirin), ไทคากริลอร (ticagrelor) และโคลพิโดเกรล (clopidogrel) เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดเลือดออก
- ยากลุ่มอื่น เช่น ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาไซโคลสปอริน (cyclosporine), ยาอะซาไธโอพรีน (azathioprine), ยาทาโครลิมัส (tacrolimus), ยาซัยโรลิมัส (sirolimus) และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) เมื่อใช้ร่วมกับถั่งเช่า อาจทำให้ฤทธิ์ในการกดภูมิคุ้มกันลดลงและส่งผลต่อการรักษาโรคได้
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรถั่งเช่าในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง, ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี, ผู้ป่วยโรคปลอกประสาทอักเสบ หรือรูมาตอยด์ เพราะถั่งเช่าอาจทำให้เกิดอันตรายต่อไต และอาจทำให้อาการของโรคแย่ลง
- หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรถั่งเช่า เนื่องจากยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัยจากการใช้ถั่งเช่า
ถั่งเช่าเป็นสมุนไพรจีนที่มีการนำมาใช้ประโยชน์เป็นที่แพร่หลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดของงานวิจัยและความเสี่ยงเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์ หากสนใจใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้เสมอ
เอกสารอ้างอิง
Ontawong, A., Pengnet, S., Thim-Uam, A., Munkong, N., Narkprasom, N., Narkprasom, K., Kuntakhut, K., Kamkeaw, N., & Amornlerdpison, D. (2024). A randomized controlled clinical trial examining the effects of Cordyceps militaris beverage on the immune response in healthy adults. Scientific reports, 14(1), 7994. https://doi.org/10.1038/s41598-024-58742-z
ลิขิตา เพนคา. เจาะลึก “ถั่งเช่า” สมุนไพรรักษาโรค. บทความสุขภาพ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ : โรงพยาบาลสมิติเวช; 18 มิ.ย. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 22 พ.ย. 2568]. Available from: https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2
เภสัชกรประจำคลินิกโรคไตเรื้อรัง, ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช. ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกับสมุนไพรถั่งเช่า. บทความ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล; 9 มิ.ย. 2565 [เข้าถึงเมื่อ 22 พ.ย. 2568]. Available from: https://www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/article_detail.aspx?ID=1508
