Skip to content

ทำความรู้จัก “โรคไข้ดิน” (Melioidosis) ภัยเงียบจากผืนดินที่อาจอันตรายถึงชีวิต

จากกรณีข่าวเศร้าของการสูญเสียช่างภาพชื่อดังระดับนานาชาติอย่าง “คุณนินจา” ผู้ซึ่งเข้ารับการรักษาด้วยอาการปอดเป็นฝ้าและเสียชีวิตลงในเวลาประมาณ 1 เดือนต่อมาด้วย “โรคไข้ดิน” ทำให้หลายคนเริ่มตื่นตัวและตั้งคำถามเกี่ยวกับโรคนี้ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับโรคไข้ดินอย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุ อาการ การรักษา และวิธีการป้องกันอย่างถูกต้อง

โรคไข้ดิน (Melioidosis) คืออะไร?

โรคไข้ดิน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Burkholderia pseudomallei ซึ่งอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในดินและแหล่งน้ำ พบการระบาดมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะภาคอีสานของประเทศไทย และภาคเหนือของประเทศออสเตรเลีย ในประเทศไทยถือว่ามีผู้ติดเชื้อค่อนข้างมาก โดยสถิติในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยถึง 723 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 23 ราย

ช่องทางการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

เราสามารถรับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่:

  1. ผ่านทางผิวหนัง: การเดินย่ำดิน โคลน หรือแหล่งน้ำขัง หากมีแผลที่ผิวหนังเชื้อโรคจะสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ หรือแม้แต่คนที่ไม่มีแผล แต่แช่น้ำหรือโคลนนานๆ จนผิวหนังเปื่อยยุ่ย เชื้อโรคก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน
  2. ผ่านการรับประทาน: หากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าไป
  3. ผ่านทางเดินหายใจ: เมื่อมีฝนตกหนักหรือพายุพัดผ่านบริเวณดินที่มีเชื้อ จะทำให้เกิดฝุ่นละอองหรือไอระเหยของเชื้อโรคขึ้นมา หากสูดดมเข้าไปก็สามารถติดเชื้อได้

อาการและ “ระเบิดเวลา” ที่ซ่อนเร้น

ความน่ากลัวของโรคไข้ดินคือ อาการมีความหลากหลายและระยะเวลาฟักตัวที่ไม่แน่นอน เชื้ออาจแสดงอาการภายใน 1-4 สัปดาห์ หรืออาจซ่อนตัวอยู่ในร่างกายนานเป็นเดือนหรือเป็นสิบปีกว่าจะแสดงอาการ (จนในอดีตเคยถูกเรียกว่า Vietnamese Time Bomb หรือระเบิดเวลาจากเวียดนาม ในกลุ่มทหารผ่านศึก)

อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ภาวะปอดอักเสบ (ปอดเป็นฝ้า) ซึ่งบางครั้งอาจมีโพรงหนองในปอดทำให้ดูคล้ายกับวัณโรค ส่งผลให้เกิดการวินิจฉัยที่ผิดพลาดได้ นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถกระจายไปติดเชื้อได้ทุกอวัยวะทั่วร่างกาย เช่น ตับ ไต กระดูก ข้อ สมอง และกระแสเลือด

เชื้อชนิดนี้เป็นแบคทีเรียที่สามารถเข้าไปอาศัยและหลบซ่อนตัวอยู่ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาว (ที่ปกติมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรค) ได้โดยไม่ตาย และในผู้ชายยังสามารถไปหลบซ่อนตัวอยู่ในต่อมลูกหมากได้อีกด้วย

ทำไมโรคไข้ดินถึงอันตรายจนเสียชีวิต?

แม้จะได้รับยาฆ่าเชื้อที่ตรงกับโรค แต่ผู้ป่วยยังอาจเสียชีวิตได้จากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายไปแล้ว หากเกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง เช่น ปอดอักเสบรุนแรง หรือติดเชื้อในกระแสเลือด อาจลุกลามไปสู่ภาวะล้มเหลวของอวัยวะหลายระบบ (Multi-organ failure) หรือเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกาย (DIC) ทำให้อวัยวะต่างๆ ขาดเลือดและหยุดทำงานในที่สุด

ใครคือกลุ่มเสี่ยง?

แม้คนสุขภาพแข็งแรงปกติจะสามารถติดเชื้อและเสียชีวิตได้ แต่ “กลุ่มเสี่ยง” ที่เมื่อติดเชื้อแล้วมักจะมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า คือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีโรคประจำตัว ได้แก่:

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (โดยเฉพาะผู้ที่คุมน้ำตาลไม่ได้)
  • ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง (เช่น ถุงลมโป่งพอง, พังผืดในปอด) และผู้ที่สูบบุหรี่จัด
  • ผู้ป่วยโรคตับ หรือโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น โรคมะเร็ง, ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ที่กินยากดภูมิ)
  • ผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง

การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัยทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจากอาการคล้ายโรคอื่น แพทย์มักจะสงสัยเมื่อผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสดิน อาการปอดอักเสบรุนแรงไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อปกติ หรือมีอาการอักเสบในหลายอวัยวะพร้อมกัน โดยจะใช้วิธีนำเสมหะ เลือด หรือหนองไปเพาะเชื้อ

ยาฆ่าเชื้อที่ใช้รักษาโรคปอดอักเสบทั่วไป ไม่สามารถ ครอบคลุมเชื้อไข้ดินได้ การรักษาโรคไข้ดินจึงต้องใช้เวลาและมีความเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็น 2 ระยะ:

  1. ระยะให้ยาฉีดเข้าหลอดเลือด: ใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดฉีด (เช่น Ceftazidime หรือ Meropenem) อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรืออาจนานถึง 2 เดือนในกรณีที่รุนแรง และอาจต้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ทั้งร่างกายเพื่อค้นหาและเจาะระบายฝีหนองตามอวัยวะต่างๆ ออกให้หมด
  2. ระยะยากินต่อเนื่อง: หลังจากอาการดีขึ้น ผู้ป่วยต้องกลับไปกินยาฆ่าเชื้อ (เช่น Bactrim หรือ Augmentin) ต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 3-6 เดือน ข้อนี้สำคัญมาก หากกินยาไม่ครบ มีโอกาสสูงมากที่เชื้อโรคจะกลับมาเป็นซ้ำอีกภายใน 1-2 ปี

วิธีการป้องกันตัวเอง

โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตในประเทศไทยสูงถึงกว่า 40% การป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด:

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง: หากจำเป็นต้องเดินย่ำโคลน หรือทำงานในพื้นที่ชื้นแฉะ ควรใส่รองเท้าบูทเพื่อป้องกันเชื้อเข้าทางผิวหนังเสมอ
  • ระวังช่วงฝนตกหนัก: ไม่ควรอยู่ใกล้บริเวณดิน โคลน หรือทุ่งนาที่มีฝนตกหนักหรือพายุลมแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมไอระเหยของดินที่อาจมีเชื้อปนเปื้อน
  • แจ้งประวัติความเสี่ยง: หากคุณมีอาการไข้หรือปอดอักเสบ และมีประวัติเคยไปพื้นที่เสี่ยง ย่ำดินโคลน ให้แจ้งประวัติเหล่านี้กับแพทย์เสมอ เพื่อให้แพทย์สามารถจ่ายยาที่ครอบคลุมโรคไข้ดินได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • โรคนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คน: การไอหรือจามใส่กันไม่ทำให้ติดโรคนี้ เชื้อจะมาจากดินและน้ำเป็นหลัก

เอกสารอ้างอิง

  1. Doctor Tany. คุณนินจา เสียชีวิตด้วยโรคไข้ดิน Melioidosis — ปีนี้ป่วย 723 ราย ตายแล้ว 23 [Video/Internet]. YouTube; [วันที่เผยแพร่ไม่ปรากฏแน่ชัด] [เข้าถึงเมื่อ 21 เม.ย. 2569].
  2. กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือโรคเมลิออยด์. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2564.
  3. วรวุฒิ เจริญศิริ. การรักษาโรคเมลิออยโดสิส (Mellioidosis) [Internet]. กรุงเทพฯ: ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ (BDMS Health Research Center); 2566 [เข้าถึงเมื่อ 21 เม.ย. 2569].
  4. สำนักข่าวอินโฟเควสท์. รู้จักโรคไข้ดิน!! สธ. ยกระดับเฝ้าระวังหลังพบผู้ป่วย 752 ราย เสียชีวิตแล้ว 23 ราย [Internet]. กรุงเทพฯ: บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด; 2569 [เข้าถึงเมื่อ 21 เม.ย. 2569].
  5. Centers for Disease Control and Prevention. Clinical Overview of Melioidosis [Internet]. Atlanta: CDC; 2025 [cited 2026 Apr 21].
  6. Chowdhury S, Barai L, Afroze SR, Ghosh PK, Afroz F, Rahman H, et al. The Epidemiology of Melioidosis and Its Association with Diabetes Mellitus: A Systematic Review and Meta-Analysis. Pathogens. 2022;11(2):149.
  7. ทิยะพงศ์ เนติวงษ์. เมลิออยโดสิส (Melioidosis). มหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร. 2561;1(2):95-104