Skip to content

ภาวะดื้ออินซูลิน…ภัยเงียบที่คุณอาจไม่รู้ตัว

ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) เป็นหนึ่งในความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในคนวัยทำงานและคนเมือง แม้จะไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่ภาวะนี้ถือเป็น “จุดเริ่มต้น” ของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และไขมันพอกตับ หากตรวจพบและจัดการได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทำความรู้จักกับภาวะดื้ออินซูลิน

อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตได้เองจากตับอ่อน คนปกติมีอินซูลินขนาดต่ำ ๆ หลั่งออกจากตับอ่อนสู่กระแสเลือดอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่รับประทานอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้นในกระแสเลือด ช่วยทำให้เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน และนำน้ำตาลส่วนเกินเก็บไปสะสมเป็นพลังงานสำรองที่ตับหรือเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม

ภาวะดื้ออินซูลิน คือ ภาวะที่เซลล์ในร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ ไขมัน และตับ ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ลดลง ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดภาวะนี้ ร่างกายจะพยายาม “ชดเชย” โดยการผลิตอินซูลินมากขึ้น (hyperinsulinemia) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่หากเป็นต่อเนื่องจะนำไปสู่ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นและพัฒนาเป็นภาวะก่อนเบาหวานหรือเบาหวานในที่สุด

กลไกการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน

  1. การเพิ่มขึ้นของระดับกรดไขมันอิสระ ภาวะอ้วน จะมีการสะสมของไขมันในเนื้อเยื่ออื่นที่ไม่ใช่เนื้อเยื่อไขมันได้แก่ กล้ามเนื้อลาย หัวใจและตับ ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation) รบกวนกระบวนการนำกลูโคสเข้าเซลล์ จนนำไปสู่ภาวะดื้อต่ออินซูลินได้
  2. การอักเสบ (Inflammation) การอักเสบในระดับเซลล์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณอินซูลิน
  3. ภาวะไมโตคอนเดรียสูญเสียการทำงาน (Mitochondrial dysfunction) ไมโทคอนเดรียทำหน้าที่เป็น “เตาเผาพลังงาน” ของเซลล์ เมื่อไมโทคอนเดรียในเซลล์กล้ามเนื้อหรือเซลล์ตับมีจำนวนลดลงหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ จะทำให้ความสามารถในการเผาผลาญไขมันลดลง ไขมันจะสะสมในเซลล์แทน ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับหรือไขมันแทรกในกล้ามเนื้อ ซึ่งสารเมตาบอไลต์ของไขมันเหล่านี้จะไปขัดขวางสัญญาณอินซูลิน ทำให้เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน
  4. ปัจจัยฮอร์โมนและวิถีชีวิต เช่น ความเครียดและการเจ็บป่วยเรื้อรัง จะกระตุ้นให้ร่างกายหลังฮอร์โมน cortisol ซึ่งไปกระตุ้นให้น้ำตาลในเลือดสูง, การนอนหลับไม่เพียงพอ และการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อความไวของอินซูลิน

    อาการแสดงของภาวะดื้ออินซูลิน

    ภาวะนี้มักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก จึงถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เนื่องจากตับอ่อนยังคงผลิตอินซูลินมาชดเชยได้ทัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายอาจแสดงสัญญาณเตือนดังนี้

    • Acanthosis Nigricans (โรคผิวหนังช้างหรือคอคาร์บอน) ผิวหนังบริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ มีลักษณะหนาตัวและดำคล้ำ เกิดจากอินซูลินที่สูงมากในเลือดไปกระตุ้นเซลล์ให้ผิวหนังสร้างเม็ดสี ทำให้ผิวหนังกำพร้าหนาขึ้นและมีสีคล้ำขึ้น
    • ติ่งเนื้อ (Skin Tags) มักขึ้นตามคอหรือข้อพับ
    • อ้วนลงพุง (Central Obesity) รอบเอวขยายใหญ่ ไขมันสะสมที่หน้าท้องมาก
    • หิวบ่อย อ่อนเพลียง่าย โดยเฉพาะหลังทานอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต

    ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลิน

    • น้ำหนักเกิน/อ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง (รอบเอวชาย > 90 ซม., หญิง > 80 ซม.)
    • ขาดการออกกำลังกาย
    • รับประทานอาหารหวาน/แปรรูปสูง
    • สูบบุหรี่
    • นอนหลับไม่เพียงพอ เครียดเรื้อรัง
    • โรคบางชนิด เช่น PCOS, มีประวัติเบาหวานในครอบครัว
    • อายุที่มากขึ้น

    ผลกระทบที่เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน

    หากไม่ได้รับการแก้ไข ภาวะดื้ออินซูลินสามารถนำไปสู่โรคเรื้อรังหลายชนิด ได้แก่

    • กลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic syndrome)
    • เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด
    • โรคไขมันในเลือดผิดปกติ
    • ไขมันพอกตับ (MASLD/NAFLD)

    จะป้องกันอย่างไร?

    1. การลดน้ำหนักและการปรับโภชนาการ การลดน้ำหนักเพียง 5-7% ของน้ำหนักตัวตั้งต้น สามารถลดความเสี่ยงการเกิดเบาหวานได้ถึง 58%

    • ลดคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวและน้ำตาล: เลือกทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) เพื่อไม่ให้กระตุ้นอินซูลินอย่างรุนแรง
    • ทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet): การศึกษาพบว่าการเน้นทานธัญพืชขัดสีน้อย ผัก ผลไม้ ปลา และน้ำมันมะกอก ช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินและลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ

    2. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อเป็นแหล่งเก็บกลูโคสที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย การออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน (Insulin-independent glucose uptake)

    • คำแนะนำทางคลินิก: ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค (เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการฝึกแรงต้าน (Resistance Training / ยกเวท) 2-3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ในระยะยาว

    3. การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้านอื่นๆ

    • การนอนหลับ: การนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน ส่งผลให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูงขึ้น ซึ่งจะไปต้านการทำงานของอินซูลิน ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงอย่างมีคุณภาพ
    • การจัดการความเครียด: ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อม (Fight or Flight) ซึ่งจะปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดตลอดเวลา การทำสมาธิ หรือโยคะ สามารถช่วยลดภาวะนี้ได้

    ภาวะดื้ออินซูลินเป็น “ภัยเงียบ” ที่เริ่มต้นจากระดับเซลล์ และอาจดำเนินไปสู่โรคร้ายแรงโดยที่เราไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือการตระหนักรู้และปรับพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ

    แม้ภาวะนี้จะดูน่ากังวล แต่สามารถป้องกัน หากเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การออกกำลังกาย การนอน และการจัดการความเครียด

    เอกสารอ้างอิง

    Knowler WC, Barrett-Connor E, Fowler SE, Hamman RF, Lachin JM, Walker EA, et al. Reduction in the incidence of type 2 diabetes with lifestyle intervention or metformin. N Engl J Med. 2002;346(6):393-403.

    Esposito K, Maiorino MI, Bellastella G, Panagiotakos DB, Giugliano D. Mediterranean diet for type 2 diabetes: cardiometabolic benefits. Endocrine. 2017;56(1):27-32.

    Colberg SR, Sigal RJ, Fernhall B, Regensteiner JG, Blissmer BJ, Rubin RR, et al. Exercise and type 2 diabetes: the American College of Sports Medicine and the American Diabetes Association: joint position statement. Diabetes Care. 2010;33(12):e147-67.

    จุราพร พงศ์เวชรักษ์. สาระควรรู้เกี่ยวกับอินซูลิน [Internet]. ปทุมธานี: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2560 [cited 2026 Apr 21]. Available from: https://pharm.tu.ac.th/uploads/pharm/pdf/articles/pocketbook%20edit2.pdf

    พัชรินทร์ สิงห์ดำ, พัชรีวัลย์ ปั้นเหน่งเพ็ชร, คัมภีร์พร บุญหล่อ. ความรู้ ณ ปัจจุบันเกี่ยวกับกลไกการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน และแนวทางการพัฒนายาลดภาวะดื้ออินซูลิน. ศรีนครินทร์เวชสาร 2563; 35(6)