Skip to content

ไขมันในเลือดสูง รู้ทันก่อนสาย

1. คุณแน่ใจหรือว่าไขมันในเลือดของคุณปกติ?

ลองคิดดูว่า…คุณตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ และคุณจำค่าคอเลสเตอรอลของตัวเองได้หรือไม่? ความน่ากลัวของภาวะไขมันในเลือดสูง (dyslipidemia) คือมันแทบไม่มีอาการเตือน แต่กลับค่อย ๆ ทำลายหลอดเลือดอย่างเงียบ ๆ จนกลายเป็นโรคร้ายแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหลอดเลือดสมองตีบ งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่าภาวะไขมันในเลือดสูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น “การไม่รู้” อาจเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด

Dyslipidemia คือภาวะที่ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น LDL (ไขมันเลว) สูง, HDL (ไขมันดี) ต่ำ หรือ triglyceride สูง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด แนวทางของยุโรป (ESC/EAS guideline) เน้นว่าเป้าหมายสำคัญคือ “การลด LDL-C ให้ต่ำที่สุดตามระดับความเสี่ยง” เพราะ LDL-C คือ “ตัวเร่ง” ของการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (atherosclerosis) จากการสะสมในหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง

2. ทำไมไขมันในเลือดสูงถึงอันตรายกว่าที่คิด

หลายคนเข้าใจว่าไขมันในเลือดสูงเป็นแค่ “ภาวะเรื้อรังธรรมดา” แต่ในความจริง มันคือปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด (ASCVD) โดย guideline ระบุชัดว่า “การลด LDL-C มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจ” และยิ่งลดได้มาก ความเสี่ยงยิ่งลดลง นอกจากนี้ แม้จะได้รับการรักษาแล้ว หากยังควบคุม LDL-C หรือ non-HDL-C ไม่ถึงเป้าหมาย ก็ยังมีความเสี่ยงของโรคหัวใจหลงเหลืออยู่ แปลว่า “แค่กินยา” แต่ไม่ถึงเป้า ก็ยังไม่ปลอดภัย

3. ใครบ้างที่เสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

ความน่ากลัวของ Dyslipidemia คือมันเกิดได้แม้ในคนที่ดูสุขภาพดี ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ พันธุกรรม, เบาหวาน, metabolic syndrome, โรคไตเรื้อรัง หรือแม้แต่พฤติกรรม เช่น การกินอาหารไขมันสูงและการไม่ออกกำลังกาย แนวทาง American College of Cardiology / American Heart Association แนะนำให้ประเมินความเสี่ยง 10 ปีของโรคหัวใจ เพื่อใช้ตัดสินใจการรักษา โดยผู้ที่มีความเสี่ยง ≥7.5% ควรเริ่มพิจารณา statin สิ่งสำคัญคือ “คุณอาจเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยที่ยังไม่เคยตรวจเลย”

สามารถเช็คเบื้องต้นได้จาก “Thai CV risk score”

4. วิธีจัดการไขมันในเลือด: ไม่ใช่แค่ยา แต่คือระบบ

การจัดการ Dyslipidemia ที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจาก lifestyle modification เช่น ลดไขมันอิ่มตัว เพิ่มการออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนัก ก่อนจะพิจารณาการใช้ยา โดย statins เป็น first-line therapy ตามทุก guideline หลักทั่วโลก หากยังไม่ถึงเป้าหมาย อาจเพิ่มยาอื่น เช่น ezetimibe หรือ PCSK9 inhibitors นอกจากนี้ guideline ยังเน้นว่า “การลด LDL-C อย่างต่อเนื่อง” คือกุญแจสำคัญของการลดความเสี่ยงในระยะยาว ไม่ใช่แค่การลดชั่วคราว

5. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle modification): จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการลดไขมันในเลือด

หลาย guideline เห็นตรงกันว่า “การปรับพฤติกรรม” เป็นพื้นฐานที่ช่วยลดทั้ง LDL-C, triglyceride และความเสี่ยงโรคหัวใจในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ใช้ยา หรือปรับพฤติกรรมร่วมกับการใช้ยาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักดังนี้

5.1 การปรับการบริโภคอาหารโดยรวม: วางรากฐานให้ร่างกาย

แนวทางแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหาร ได้แก่ การเพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และเลือกแหล่งโปรตีนคุณภาพ เช่น ปลา อาหารทะเล สัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ พร้อมลดการบริโภคเนื้อแดง เนื้อแปรรูป ขนมหวาน และเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล

ในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน การจำกัดพลังงานต่อวัน (caloric restriction) ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะการลดน้ำหนักเพียง 5–10% สามารถช่วยลด LDL และ triglyceride ได้อย่างมีนัยสำคัญ

พูดง่าย ๆ คือ “ไม่ใช่แค่กินน้อยลง แต่ต้องกินให้ถูกด้วย”

5.2 การปรับอาหารเพื่อลด LDL-C: ลดไขมันเลวอย่างตรงจุด

LDL-C เป็นเป้าหมายหลักของการรักษา dyslipidemia ดังนั้นการเลือกชนิดของไขมันจึงสำคัญมาก โดยให้ลดไขมันอิ่มตัว (saturated fat) เช่น ไขมันสัตว์ น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และเนย เพราะไขมันกลุ่มนี้เพิ่ม LDL อย่างชัดเจน

และเปลี่ยนมาใช้ไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งมีผลช่วยลด LDL และอาจเพิ่ม HDL ได้เล็กน้อย นอกจากนี้ “ไขมันทรานส์” จากมาการีนหรือเบเกอรี่ถือเป็นสิ่งที่งดอย่างเด็ดขาด เพราะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ

การเพิ่มใยอาหาร (dietary fiber) โดยเฉพาะ soluble fiber เช่น ข้าวโอ๊ต ถั่ว และผักผลไม้ ซึ่งช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล รวมถึงการใช้ plant stanol/sterol ประมาณ 2 กรัม/วัน ซึ่งมีหลักฐานว่าสามารถลด LDL ได้ประมาณ 5–15% เลยทีเดียว

5.3 การปรับอาหารเพื่อลด Triglyceride (TG): แก้ที่ต้นเหตุของไขมันสะสม

Triglyceride มักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินโดยเฉพาะ “น้ำตาลและแอลกอฮอล์” แนวทางจึงแนะนำอย่างยิ่งให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ TG สูง

นอกจากนี้ การลดคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะ refined carbs เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว และน้ำตาล จะช่วยลด TG ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

สรุปคือ “TG สูง ต้องลดน้ำตาลและงดแอลกอฮอล์” อย่างจริงจัง

6. รักษาสุขภาพหลอดเลือด: เพิ่มไขมันที่มีประโยชน์ให้ร่างกาย

6.1 Fish oil: ลด Triglyceride และลดการอักเสบในหลอดเลือด

Fish oil ซึ่งมีกรดไขมันสำคัญอย่าง EPA และ DHA มีหลักฐานชัดเจนในการลดระดับ triglyceride โดย Omega-3 ขนาด 2–4 กรัม/วัน สามารถลด triglyceride ได้ประมาณ 20–30% นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า EPA มีบทบาทในการลดการอักเสบในหลอดเลือด (anti-inflammatory effect) และช่วย stabilise plaque ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ ดังนั้น Fish oil ไม่ได้แค่ “ลดไขมัน” แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของ atherosclerosis ในเชิงกลไกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม guideline แนะนำว่า Fish oil เหมาะอย่างยิ่งในผู้ที่มี triglyceride สูง โดยเฉพาะ >150–200 mg/dL และควรใช้ในขนาดที่เพียงพอจึงจะเห็นผล

6.2 Gamma oryzanol: ตัวช่วยลด LDL และต้านอนุมูลอิสระ

Gamma oryzanol เป็นสารสกัดจากรำข้าว แม้การศึกษาจะมีน้อย แต่คุณสมบัติเด่น คือ การลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ และอาจมีผลต่อการลด LDL-C ได้ในระดับหนึ่ง งานวิจัยแบบ randomized controlled trial พบว่า gamma oryzanol สามารถลด total cholesterol และ LDL ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อใช้ต่อเนื่อง อีกหนึ่งจุดเด่นคือฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ซึ่งช่วยลด oxidative stress ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด atherosclerosis 

เอกสารอ้างอิง

[1] Mach F, et al. ESC/EAS Guidelines for Dyslipidaemia Management. Eur Heart J

[2] AHA/ACC Guideline on Primary Prevention of Cardiovascular Disease

[3] Skulas-Ray et al. (2019). Omega-3 Fatty Acids for the Management of Hypertriglyceridemia: A Science Advisory From the American Heart Association. Circulation, doi:10.1161/CIR.0000000000000709 

[4] Bumrungpert A et al. Rice Bran Oil Containing Gamma-Oryzanol Improves Lipid Profiles and Antioxidant Status in Hyperlipidemic Subjects: A Randomized Double-Blind Controlled Trial. J Altern Complement Med. 2019 Mar;25(3):353-358. doi: 10.1089/acm.2018.0212.