ภัยเงียบที่มาเร็ว: ทำความเข้าใจโรคไข้กาฬหลังแอ่น
ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวการระบาดของ “ไข้กาฬหลังแอ่น” ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในไทยแล้วถึง 3 ราย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกำลังติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นอย่างใกล้ชิดตั้งแต่มีข่าวการระบาดในสหราชอาณาจักรพบว่ามีการระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569) สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป เนื่องจากความน่ากลัวของโรคนี้คือ ความเร็ว เพราะจากแค่มีไข้ธรรมดา อาจกลายเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่รู้จักกันมานาน มีชื่อทางการแพทย์ว่า Meningococcemia (การติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นในเลือด) หรือ Meningococcal meningitis (เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น) เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitides ชื่อโรคไข้กาฬหลังแอ่น ชื่อนี้มีเหตุจากความรุนแรงของโรค ซึ่งทำให้ผู้ป่วยถึงแก่กรรมได้ในเวลาอันสั้น มีที่มาจากการรวมลักษณะอาการเด่น 2 อย่างที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค คำว่า”กาฬ” หมายถึง สีดำ หรือ รอยคล้ำ ในทางระบาดวิทยา โบราณมักใช้เรียกโรคที่ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจากการที่เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจำนวนมาก จนดูเหมือนเป็นปื้นสีม่วงหรือดำตามตัว คำว่า “หลังแอ่น” เกิดจากเชื้อเข้าไปอักเสบที่ เยื่อหุ้มสมอง (Meningitis) อย่างรุนแรง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังเกิดการเกร็งตัวอย่างหนัก ผู้ป่วยจะมีอาการคอแข็ง จนถึงขั้นหลังแข็งและเกร็งแอ่นไปข้างหลังโดยไม่รู้สึกตัว (Opisthotonus) เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น “ไข้กาฬหลังแอ่น” ที่สะท้อนภาพผู้ป่วยที่มีจุดเลือดออกสีคล้ำตามตัวร่วมกับอาการเกร็งหลังแอ่น
เชื้อโรคไข้กาฬหลังแอ่น สามารถพบอยู่ในลำคอของคนปกติส่วนน้อยได้ โดยไม่เกิดโรคขึ้น เรียกว่า การเป็นพาหะของเชื้อ เชื้อสามารถถ่ายทอดได้โดยทางเดินหายใจ ผ่านการไอ จาม เสมหะ น้ำมูก น้ำลายไปสู่ผู้ใกล้ชิด ผู้ที่มีปัจจัยภายในตนเองผิดปกติบางอย่าง เช่น ร่างกายไม่สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคนี้ หรือ เชื้อสามารถเล็ดลอดเข้าสู่กระแสโลหิต หรือระบบประสาทส่วนกลางได้ จึงก่อให้เกิดโรคขึ้น เมื่อพบผู้ป่วยโรคนี้จะต้องรายงานต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากจัดเป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง
โรคไข้กาฬหลังแอ่นมีลักษณะที่สำคัญ 3 อย่าง คือ ไข้ ผื่น และเยื่อหุ้มสมองอักเสบตามลำดับที่พบมากไปน้อย ผู้ป่วยอาจมีอาการครบทั้ง 3 อย่าง หรือ 2 จาก 3 อย่างนี้ ความรุนแรงของโรคแตกต่างกันได้มาก อาจมีอาการค่อยเป็นค่อยไป จนถึงรุนแรงรวดเร็ว ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันสั้น อาการที่พบบ่อย คือ ผู้ป่วยมักจะมีไข้มาก่อนประมาณ 2-3 วัน มีผื่นขึ้น ลักษณะเป็นจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำ ผื่นอาจมีรูปร่างคล้ายดาวกระจายซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ มักเป็นบริเวณลำตัวส่วนล่าง ขา เท้า และบริเวณที่มีแรงกดบ่อยๆ เช่น ขอบกางเกง ขอบถุงเท้า อาจเป็นที่เยื่อบุตา หรือ มือได้ หากมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะมีอาการได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง อาจซึมลงไม่ค่อยรู้สึกตัวหรือสับสนได้ไม่ค่อยมีชัก ในรายที่รุนแรง เช่น ในกรณีการติดเชื้อในกระแสเลือด มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ การไหลเวียนเลือดล้มเหลว ความดันเลือดต่ำ ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเขียวหรือดำคล้ำ ไตวาย น้ำท่วมปอด ร่วมด้วย มักเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว อัตราการตายสูงถึงร้อยละ 70-80 ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนในรายที่มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่มีการติดเชื้อในเลือด อัตราตายต่ำกว่าประมาณร้อยละ 2-10 ของผู้ป่วยทั้งหมด การรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีมีส่วนช่วยลดอัตราการตายลงได้ส่วนหนึ่ง

เชื้อไข้กาฬหลังแอ่นมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีการระบาดของสายพันธุ์ต่างๆ แตกต่างกันไป อุบัติการณ์ของโรคนี้จะพบมากในชาวตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นในทวีปยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และพบการระบาดในแถบแอฟริกา ทำให้ในประเทศกลุ่มดังกล่าวมักมีการให้วัคซีนดังกล่าวในประชากร ถือเป็นวัคซีนพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ แต่ในประเทศแถบเอเชียพบอุบัติการณ์ของโรคนี้น้อยมาก ทำให้ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นให้เด็กหรือคนทั่วไปรวมทั้งประเทศไทยด้วย
วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นที่มีใช้ในประเทศไทยมี 2 ชนิดคือ
1. วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น ชนิดแบบ 4 สายพันธุ์ Meningococcal Conjugated Vaccine (MCV4) ชื่อการค้าที่จดทะเบียนและมีใช้ในประเทศไทยขณะนี้คือ Menactra และ Menquadfi สามารถป้องกันโรคได้ 4 สายพันธุ์คือคือ A, C, Y, W-135 ฉีด 1 เข็ม ป้องกันได้ 3-5 ปี สามารถฉีดได้ในเด็กที่อายุ 1 ปีขึ้นไป
2. วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น สายพันธุ์ B (MenB) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย และในบางประเทศ รวมถึงที่กำลังระบาดในสหราชอาณาจักรตอนนี้ ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1-6 เดือน สามารถฉีดได้ในเด็กที่อายุ 2 เดือนขึ้นไป
ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนนี้ มี 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. นักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนนักศึกษาที่จะเข้าไปพักในหอพัก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการระบาดของโรคนี้ในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา
2 กลุ่มผู้แสวงบุญในพิธีฮัจจ์และอุมเราะห์ ซึ่งเป็นข้อกำหนดของทางการประเทศซาอุดิอารเบียว่าก่อนเข้าร่วมพิธีดังกล่าวจะต้องได้รับวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น โดยจะต้องยื่นหลักฐานว่าเคยได้รับวัคซีนนี้แล้วเพื่อใช้ในการขอวีซ่าเข้าประเทศ โดยจะต้องฉีดล่วงหน้าก่อนเดินทางไปอย่างน้อย 10 วัน แต่ไม่เกิน 3 ปี
3. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะไปใน ประเทศแถบทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่
4. กลุ่มที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีม้าม ถูกตัดม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ หรือได้รับยาบางอย่างที่กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยกลุ่มเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการรับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น
สำหรับการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับฆ่าเชื้อจุลชีพทางหลอดเลือดดำทันทีโดยไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อ เพราะเชื้อตัวนี้ตายง่ายด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องให้เร็วที่สุดก่อนที่เชื้อจะหลั่งสารพิษจนอวัยวะล้มเหลว ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องแยกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และคนที่ใกล้ชิดผู้ป่วยจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะรับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และควรรับประทานยาโดยเร็วที่สุดหลังการสัมผัส การป้องกันจะได้ผลดีถ้าได้รับยามาภายใน 24 ชั่วโมง ผู้ที่สมควรได้รับยาเพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้กาฬหลังแอ่น ได้แก่ ผู้ที่สัมผัสโรคใกล้ชิดผู้ป่วยเป็นเวลานาน เช่น สมาชิกในครัวเรือนเดียวกัน ร่วมห้องนอนเดียวกัน เด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็ก ห้องเรียนเดียวกับผู้ป่วย ทหารในค่ายเดียวกัน และผู้สัมผัสผู้ป่วยใกล้ชิดในชุมชน ดังนั้น ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดข้างต้นควรแจ้งแก่แพทย์โดยเร็ว
Reference
Rausch-Phung EA, Hall WA, Ashong D. Meningococcal Disease (Neisseria meningitidis Infection) [Updated 2025 Jun 2]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2026 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK549849/
