Skip to content

รู้จักไวรัสนิปาห์ โรคอุบัติใหม่ที่อัตราเสียชีวิตสูง

ตามที่ได้เกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ ในพื้นที่รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปัจจุบันมีคนในพื้นที่ติดเชื้อ และเสียชีวิต ทำให้ทั่วโลกกลับมาตื่นตระหนกกับการระบาดของไวรัสตัวนี้ว่าจะซ้ำรอยเหมือนช่วงการระบาดของโควิด19 อย่างไรก็ตามไวรัสนิปาห์ไม่ใช่ไวรัสใหม่แต่เคยถูกค้นพบมาก่อนที่มาเลเซีย ในปัจจุบันแม้ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนแต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงควรมีการเฝ้าระวังเชิงรุกและเตรียมความพร้อมดูแลทั้งคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชนทุกคน

ไวรัสนิปาห์ หรือ NiV เป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเดียวกับไวรัสเฮนดรา (Hendra virus) จัดเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) มีพาหะหลักเป็นค้างคาว ก่ออาการรุนแรงที่ปอดและสมอง องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นหนึ่งใน โรคที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เนื่องด้วยศักยภาพในการก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ และสิ่งที่ทำให้ทั่วโลกกำลังหวาดหวั่นไวรัสนิปาห์ คือความรุนแรงของโรค จากสถิติการระบาดในหลายพื้นที่พบว่ามีอัตราการเสียชีวิต (Case Fatality Rate) สูงถึง 40% – 75% ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางการแพทย์ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด19 หลายเท่าตัว และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับมนุษย์

พาหะตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์คือค้างคาวกินผลไม้โดยเฉพาะ ค้างคาวแม่ไก่ (Pteropus) เชื้อไวรัสจะอาศัยอยู่ในตัวค้างคาวโดยที่ค้างคาวไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถแพร่เชื้อผ่านสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนโดยการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่ติดเชื้อ (สุกร, ค้างคาว) หรือการกินผลไม้ที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะของค้างคาว เช่น ลูกชิด มะพร้าว หรือผลไม้ที่มีรอยแทะ การติดต่อจากคนสู่คนโดยผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเลือด มักพบในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดหรือบุคลากรทางการแพทย์ หรือติดต่อจากการบริโภค เช่น การดื่มน้ำผลไม้ที่เก็บด้วยวิธีการที่ไม่สะอาดและปนเปื้อนเชื้อจากค้างคาว

ลักษณะอาการของโรค จะมีไข้สูง และถ้าเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมเกิดในมาเลเซียส่วนใหญ่จะมีอาการสมองอักเสบ แต่ในระยะหลังนี้ที่เกิดในเอเชียใต้จากบางประเทศและอินเดียส่วนใหญ่จะมีอาการทางปอด ปอดอักเสบมากกว่า และไม่มีตัวกลาง เป็นการนำเชื้อโดยตรงจากค้างคาวเข้าสู่คน ไม่เหมือนในมาเลเซียที่มีหมูเป็นตัวกลางจากค้างคาว โรคนี้จะมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว หายใจหอบได้ มีระยะฟักตัวสั้นประมาณ 4-5 วัน และโรคจะรุนแรงทรุดลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีวิธีรักษาโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการประคับประคอง จึงทำให้โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงแต่ความสามารถในการระบาดต่ำ

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับมนุษย์ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อ โดยหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยแทะล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนนำมาบริโภค เลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย หากต้องสัมผัสสุกรหรือค้างคาว ควรใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือและหน้ากากอนามัย รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลโดยการล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ สำหรับมาตรการควบคุมการระบาดสำหรับผู้ที่ทำงานปศุสัตว์ ควรสวมชุดป้องกัน รองเท้าบู๊ทหมวก ถุงมือ แว่นตา กระจังบังหน้า ล้างตัวและมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนออกจากฟาร์ม  เผาทำลายซากม้าและหมูที่ติดเชื้อ โดยการควบคุมดูแลของหน่วยงานรัฐ ห้ามขนย้ายสัตว์ออกจากบริเวณที่มีการระบาดของโรค สำหรับการเฝ้าระวังในคน ควรเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรือทางเดินหายใจรุนแรง เน้นผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่า เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยง (เอเชียใต้) และระบบรายงานโรคที่รวดเร็วเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อคนสู่คน โดยแยกผู้ป่วยต้องสงสัยทันทีเพื่อกักกันโรค

Reference

Ganguly A, Mahapatra S, Ray S, Chattopadhyay S, Islam MJ, Garai S, Dutta TK, Chattaraj M, Chattaraj S. The rising threat of Nipah virus: a highly contagious and deadly zoonotic pathogen. Virol J. 2025 May 10;22(1):139. doi: 10.1186/s12985-025-02728-4. PMID: 40349023; PMCID: PMC12066074.