Skip to content

5 สิ่งที่คุณทำได้ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและป้องกันการกำเริบของ “งูสวัด”

โรคงูสวัด(Herpes Zoster) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เกิดจากการกลับมากำเริบของไวรัส Varicella-Zoster ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากอีสุกอีใสแล้ว ไวรัสจะไม่หายไปจากร่างกาย แต่จะซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท และสามารถถูกกระตุ้นขึ้นมาใหม่เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ส่งผลให้เกิดผื่น ปวดแสบปวดร้อน และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ปวดปลายประสาทเรื้อรัง (Post-herpetic neuralgia)

การดูแลร่างกายเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันอย่างถูกวิธี จึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการเกิดและการกำเริบของงูสวัด ในบทความนี้ มีเคล็ดลับ 5 วิธีที่จะทำให้คุณห่างไกลจากโรคงูสวัดมาฝาก


1. วัคซีนป้องกันงูสวัด

วัคซีนป้องกันงูสวัด โดยเฉพาะ วัคซีนชนิด Recombinant Zoster Vaccine (RZV หรือ Shingrix) ถือเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในปัจจุบัน จากข้อมูลของ CDC (Centers for Disease Control and Prevention) วัคซีนชนิดนี้สามารถลดความเสี่ยงการเกิดงูสวัดได้มากกว่า 90% และยังช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในปัจจุบันมีวัคซีนงูสวัดหลักๆ 2 ชนิด คือ:

  1. วัคซีนชนิดตัวเป็น(Zoster Vaccine Live – ZVL): เป็นเทคโนโลยีเดิมที่ใช้เชื้ออ่อนกำลังลง ปัจจุบันความนิยมลดลงเนื่องจากประสิทธิภาพไม่สูงเท่ารุ่นใหม่
  2. วัคซีนชนิด Recombinant (Shingrix): เป็นวัคซีนชนิดใหม่ที่ไม่มีตัวเชื้อ (Non-live) ซึ่งเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน
    • ประสิทธิภาพ: ป้องกันได้สูงถึง 90-97% ในการป้องกันโรคงูสวัด และลดอาการปวดแสบปวดร้อนหลังเป็นงูสวัด (PHN) ได้ดีมาก
    • ความคงทน: ภูมิคุ้มกันอยู่ได้ยาวนานกว่า 10 ปี

แม้ผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาแล้ว ก็ยังสามารถและควรฉีดวัคซีน เพื่อช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้นและลดการกำเริบซ้ำ วัคซีนจะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 2–6 เดือน โดยแนะนำในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอภายใต้คำแนะนำของแพทย์

💡 วัคซีนไม่ได้ป้องกันได้ 100% แต่ช่วยลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้อย่างชัดเจน


2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพ

เมื่อเราอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดความเครียดสะสม ทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) สูงขึ้น ฮอร์โมนนี้จะไปกดการทำงานของ T-Cells ที่คอยควบคุมไม่ให้เชื้อไวรัส Varicella-zoster (VZV) ในปมประสาท ตื่นตัวขึ้นมา

โดยเฉพาะการเป็นงุสวัดในช่วงที่ร่างกายพักผ่อนน้อย อาการมักจะรุนแรงกว่าปกติ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอทำให้ร่างกายควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสได้ยาก ผื่นอาจลามกว้างหรือใช้เวลานานกว่าจะตกสะเก็ด

ผลการศึกษาของ Chung WS และคณะ จากมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ในไต้หวัน พบว่าผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับเรื้อรัง มีความเสี่ยงในการเกิดโรคงูสวัด สูงกว่าคนปกติประมาณ 1.23 เท่า เนื่องจากเกราะป้องกัน (Cell-mediated immunity) อ่อนแอลงจนไวรัสฉวยโอกาสแบ่งตัวและออกมาตามแนวเส้นประสาท

🛌 การนอนที่ดีคือ “ยาฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน” ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย


3. สารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน

อาหารที่ดีเป็นรากฐานของระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายต้องการสารอาหารหลายชนิดในการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น

วิตามินซี (Vitamin C):
ไวรัสงูสวัด จะเข้าไปแบ่งตัวในปมประสาททำให้เกิดการอักเสบรุนแรงและเกิดสภาวะที่เรียกว่า Oxidative Stress ในระดับสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดแสบปวดร้อน (Neuralgia)
วิตามินซีจะเข้าไปจัดการกับอนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species – ROS) ที่เกิดขึ้นในปมประสาท ช่วยลดการทำลายปลอกประสาท (Myelin) ได้
งานวิจัย : งานวิจัยจาก Medical Science Monitor ระบุว่า ระดับวิตามินซีที่สูงพอในกระแสเลือด จะช่วยยับยั้งการหลั่งไซโตไคน์ที่กระตุ้นความเจ็บปวด ทำให้ลดโอกาสที่จะกลายเป็นโรคปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia) หลังจากแผลหายแล้ว

ข้อแนะนำในการรับประทาน

แนะนำวิตามินซีรูปแบบ Buffered หรือ Liposomal ขนาด 500 – 1,000 mg วันละ 1-2 ครั้ง เพื่อรักษาระดับวิตามินในเลือดให้คงที่

วิตามินดี (Vitamin D):
วิตามินดีมีบทบาทสำคัญมากในการกระตุ้นการทำงานของ T-lymphocytes ซึ่งเป็นเซลล์หลักที่คอยควบคุมไม่ให้เชื้อไวรัสในปมประสาทแบ่งตัว โดยจะจับกับตัวรับ(VDR) บนเม็ดเลือดขาว เพื่อกระตุ้นการสร้างเปปไทด์ต้านจุลชีพที่ชื่อว่า Cathelicidin และ Defensins ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโดยตรง
งานวิจัย: ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดน้อยกว่า 20 ng/mL มีความเสี่ยงต่อการเกิดงูสวัดสูงกว่ากลุ่มที่มีระดับปกติถึง 2.1 เท่า และงานวิจัยอื่นยังชี้ว่าวิตามินดีช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาท ลดความรุนแรงของอาการปวดแสบปวดร้อนได้

สังกะสี (Zinc):
สังกะสีไม่ได้เพียงแค่เสริมภูมิคุ้มกัน แต่มีฤทธิ์ขัดขวางวงจรชีวิตของไวรัสโดยตรง โดยสังกะสีในรูปอิสระ (Zn2+) สามารถเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ DNA Polymerase ของไวรัส ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักที่ไวรัสใช้ในการก๊อปปี้ตัวเองเพื่อเพิ่มจำนวน หากเอนไซม์นี้ทำงานไม่ได้ ไวรัสก็ไม่สามารถแพร่กระจายไปยังเซลล์ข้างเคียงได้ มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าสังกะสีช่วยขัดขวางการเกาะตัวของไวรัสบนผนังเซลล์ ทำให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ยากขึ้น
สังกะสีจำเป็นต่อการหลั่ง Interleukin-2 (IL-2) ซึ่งเป็นสารส่งสัญญาณที่กระตุ้นให้ T-lymphocytes แบ่งตัวและแข็งแรง
งานวิจัยจาก Advances in Nutrition (2019): ระบุว่าภาวะขาดสังกะสี (Zinc Deficiency) สัมพันธ์โดยตรงกับการลดลงของเม็ดเลือดขาวชนิด Natural Killer (NK) cells และ Cytotoxic T-cells ซึ่งเป็นปราการด่านสำคัญที่สุดในการป้องกันงูสวัด

ข้อแนะนำในการรับประทาน

  • ปริมาณที่แนะนำ: สำหรับการเสริมเพื่อป้องกัน คือ 15-30 mg ต่อวัน (ในรูปของ Zinc Gluconate หรือ Zinc Amino Acid Chelate จะดูดซึมได้ดีกว่ารูปแบบ Oxides)
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรทานเกิน 50 mg ต่อวันต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดง (Copper) และควรทานหลังอาหารเพื่อลดอาการคลื่นไส้ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของสังกะสี
แอล-ไลซีน (L-Lysine):
ไวรัสงูสวัด จำเป็นต้องใช้กรดอะมิโน “อาร์จินีน” ในปริมาณมากเพื่อสังเคราะห์โปรตีนในโครงสร้างและใช้ในการจำลองตัว (Replication) ไลซีนมีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกับอาร์จินีนมาก เมื่อเรามีระดับไลซีนในร่างกายสูงเพียงพอ มันจะเข้าไปแย่งชิงตำแหน่งในกระบวนการเมตาบอลิซึมของไวรัส ทำให้กระบวนการสร้างไวรัสตัวใหม่หยุดชะงัก หรือได้ไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้การแพร่กระจายของเชื้อช้าลงอย่างมาก
 
งานวิจัย : มีการศึกษาพบว่าการได้รับ L-Lysine ขนาด $1,000\text{–}3,000 \text{ mg}$ ต่อวัน สามารถลดความถี่ของการกลับเป็นซ้ำและลดระยะเวลาในการดำเนินโรคของไวรัสกลุ่มนี้ได้

ข้อแนะนำในการรับประทาน

  • ช่วงป้องกัน: ทานวันละ 500-1,000 mg ในขณะท้องว่าง
  • ช่วงที่มีอาการ: อาจเพิ่มขนาดเป็น1,000 mg วันละ 3 ครั้ง
  • ข้อควรระวัง: ผู้ที่มีโรคตับหรือโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และไม่ควรทานต่อเนื่องนานเกินไปโดยไม่พัก เพราะอาจส่งผลต่อความสมดุลของกรดอะมิโนตัวอื่น
เบต้ากลูแคน (Beta-Glucan)

เบต้ากลูแคน (Beta-Glucan) โดยเฉพาะชนิด 1,3/1,6 เป็น “Immunomodulator” (ตัวปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดตัวหนึ่งในการรับมือกับไวรัสที่ซ่อนตัวในเซลล์อย่างงูสวัด

ข้อแนะนำในการรับประทาน

  • การเลือกซื้อ: ต้องเลือกที่ระบุว่าเป็น Beta-1,3/1,6-D-Glucan เท่านั้น (มักสกัดจากยีสต์) เพราะโครงสร้าง 1,3/1,6 คือกุญแจที่ไขเข้าตัวรับของเซลล์ภูมิคุ้มกันได้พอดี (ถ้าเป็น 1,3/1,4 จากข้าวโอ๊ตจะเน้นเรื่องลดคอเลสเตอรอลมากกว่าภูมิคุ้มกัน)
  • ปริมาณที่แนะนำ: *
    • เพื่อป้องกัน: 250 – 500 mg ต่อวัน
    • เพื่อฟื้นฟูขณะติดเชื้อ: 500 – 1,000 mg ต่อวัน
  • เวลาที่ควรทาน: ทานตอน ท้องว่าง (ก่อนอาหารเช้า 30 นาที) เพื่อให้เซลล์ที่ผนังลำไส้ดูดซับสารเข้าไปได้โดยไม่ถูกรบกวนจากกากอาหารครับ

4. จัดการความเครียด

ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลในระดับสูง ซึ่งมีผลกดการทำงานของภูมิคุ้มกันโดยตรง หลายกรณีของงูสวัดพบว่ามีความสัมพันธ์กับช่วงที่ร่างกายหรือจิตใจอ่อนล้าอย่างรุนแรง

การฝึกผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ การหายใจลึก ๆ โยคะ หรือแม้แต่การใช้เวลากับกิจกรรมที่ตนเองชอบ สามารถช่วยปรับสมดุลระบบประสาทและภูมิคุ้มกันได้

🧘‍♀️ สุขภาพจิตที่ดี คือหนึ่งในเกราะป้องกันงูสวัดที่สำคัญ


5. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่บั่นทอนภูมิคุ้มกัน

พฤติกรรมบางอย่างส่งผลเสียต่อภูมิคุ้มกันโดยตรง เช่น

  • การสูบบุหรี่ ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานด้อยลง
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ทำให้ร่างกายอักเสบเรื้อรัง
  • การใช้ยากดภูมิคุ้มกันโดยไม่จำเป็น หรือไม่อยู่ในการดูแลของแพทย์

ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไต โรคมะเร็ง ควรควบคุมโรคให้ดีและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงการเกิดงูสวัด


งูสวัดไม่ใช่เพียงโรคผิวหนัง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังอ่อนแอลง การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่วัคซีน การพักผ่อน อาหาร การออกกำลังกาย สุขภาพจิต ไปจนถึงการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง หากเริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้ คุณสามารถลดโอกาสการกำเริบของงูสวัด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

เอกสารอ้างอิง
  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Shingles (Herpes Zoster).
  2. World Health Organization (WHO). Varicella and Herpes Zoster factsheet.
  3. Cohen JI. Clinical practice: Herpes zoster. New England Journal of Medicine.
  4. National Institutes of Health (NIH). Sleep and immune function.
  5. Chao, C. T., et al. (2015). “Vitamin D deficiency is associated with an increased risk of herpes zoster: a population-based case-control study.” Endocrine.
  6. Schencking, M., et al. (2012). “Intravenous vitamin C in the treatment of shingles: Results of a multicenter prospective cohort study.” Medical Science Monitor.
  7. Read, S. A., et al. (2019). “The Role of Zinc in Antiviral Immunity.” Advances in Nutrition.
  8. Griffith, R. S., et al. (1987). “Success of L-lysine therapy in frequently recurrent herpes simplex infection.” Dermatologica.